Official Update :

“การลงทุน” เพื่อรับมือกับ “Climate Risk”… คือ “การลงทุนเพื่อปกป้องมูลค่าของธุรกิจ” !!!

Wealth Sustainable: ในบทความก่อนหน้านี้ “เมื่อยุโรปเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรง: สัญญาณเตือนที่ภาคธุรกิจไม่อาจมองข้าม” เราได้พูดถึงคลื่นความร้อนในยุโรปว่า ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติหรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่อยู่ไกลตัว แต่กำลังกลายเป็น “ความเสี่ยงทางธุรกิจ” ทั้งจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ประสิทธิภาพแรงงานที่ลดลง ห่วงโซ่อุปทาน ที่อาจหยุดชะงัก ตลอดจนผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐาน


“เวลาผ่านไปไม่นาน เราอาจไม่ต้องมองไปไกลถึงยุโรปเพื่อเห็นผลของสภาพภูมิอากาศที่ผันผวนอีกต่อไป ฝนตกหนักต่อเนื่องและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ ทำให้การเดินทางติดขัด บางพื้นที่มีน้ำท่วมขัง ร้านค้าและกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบ ขณะที่ความเสี่ยงจากฝนตกหนักยังอาจเกิดขึ้นได้อีก”


“คลื่นความร้อนในยุโรป” และ “ฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้น้ำท่วมในกรุงเทพฯ” เหตุการณ์แตกต่างกันแต่กำลังส่งสัญญาณเดียวกันว่า “ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ” ไม่ใช่เรื่องของอนาคต และไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศใดประเทศหนึ่งหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง หากสามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่บนโลกใบนี้และกระทบการดำเนินชีวิตและธุรกิจได้โดยตรง


สำหรับคนทั่วไป คำถามหลังฝนตกหนักอาจเป็นว่า “น้ำจะลดเมื่อไร” แต่สำหรับภาคธุรกิจ อาจต้องถามต่อไปอีกว่า “ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น หรือนานขึ้น ธุรกิจของเราจะได้รับผลกระทบอย่างไร และเราพร้อมรับมือแค่ไหน”


จากน้ำบนถนนสู่ตัวเลขของธุรกิจ ผลกระทบจากน้ำท่วมไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะเมื่อโรงงาน สำนักงาน หรือร้านค้าถูกน้ำท่วมโดยตรงเท่านั้น ร้านค้าอาจมีลูกค้าลดลงเพราะการเดินทางไม่สะดวก โรงงานอาจผลิตสินค้าไม่ได้เต็มกำลังเพราะพนักงานเดินทางมาทำงานไม่ได้ วัตถุดิบอาจส่งมาไม่ทัน คลังสินค้าอาจได้รับความเสียหาย ขณะที่ธุรกิจขนส่งต้องเปลี่ยนเส้นทาง ใช้เวลานานขึ้น และมีต้นทุนเพิ่มขึ้น


“แม้สถานประกอบการจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมก็ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะ Supplier อาจอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เส้นทาง Logistics อาจถูกตัดขาด ลูกค้าอาจได้รับผลกระทบ หรือระบบไฟฟ้า น้ำประปา และโครงสร้างพื้นฐานที่ธุรกิจพึ่งพาอาจหยุดชะงัก”


“ความเสี่ยง” จึงสามารถเดินทางเข้ามาหาธุรกิจได้หลายทาง และท้ายที่สุด ผลกระทบเหล่านี้จะเดินทางต่อเข้าสู่ตัวเลขทางการเงิน ยอดขายลดลง ต้นทุนการดำเนินงานและการขนส่งเพิ่มขึ้น สินทรัพย์และสินค้าคงคลังเสียหาย ค่าเบี้ยประกันภัยสูงขึ้น หรือธุรกิจอาจต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มเติมเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต



ดังนั้น “Climate Change” จึงไม่ใช่เพียง “Environmental Issue” แต่กำลังกลายเป็น “Business Issue” และ “Financial Issue”


คำถามไม่ควรหยุดอยู่ที่ “ครั้งนี้เสียหายเท่าไร” แต่ควรใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเสมือน “Stress Test” ขององค์กร เริ่มจากถามว่า “จุดเปราะบางของธุรกิจเราอยู่ตรงไหน” โรงงาน สำนักงาน ร้านค้า คลังสินค้า พนักงาน Supplier รายสำคัญ หรือเส้นทางขนส่งใดมีความเสี่ยงจากน้ำท่วม หากจุดใดจุดหนึ่งหยุดดำเนินงานจะกระทบส่วนอื่นของธุรกิจอย่างไร


จากนั้นลองตั้งคำถามที่ยากขึ้น ถ้าน้ำไม่ได้ท่วมหนึ่งวัน แต่เป็นสามวันหรือหนึ่งสัปดาห์ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า Supplier รายสำคัญไม่สามารถส่งวัตถุดิบได้ ธุรกิจมี Supplier สำรองหรือไม่ ถ้าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดหลายปีครั้ง แต่เกิดขึ้นแทบทุกปี ธุรกิจยังสามารถดำเนินงานในรูปแบบเดิมได้หรือไม่ และที่สำคัญคือ ผลกระทบเหล่านี้คิดเป็นเงินเท่าไร


จากคำถามเรื่อง “ความเสี่ยง” จึงควรนำไปสู่การประเมินรายได้ที่อาจสูญเสีย ต้นทุนที่อาจเพิ่มขึ้น สินทรัพย์ที่อาจเสียหาย กระแสเงินสดที่อาจได้รับผลกระทบ และเงินลงทุนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อเตรียมความพร้อม เพราะเมื่อความเสี่ยงสามารถแปลงออกมาเป็นตัวเลขได้ ผู้บริหารก็จะสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น


“คำถามต่อมาคือ แล้วธุรกิจควรทำอะไร บางธุรกิจอาจต้องปรับปรุงระบบระบายน้ำหรือยกระดับพื้นที่สำคัญ บางแห่งอาจต้องย้ายเครื่องจักรและระบบไฟฟ้าออกจากพื้นที่เสี่ยง กระจายคลังสินค้า หรือมี Supplier มากกว่าหนึ่งพื้นที่ ขณะที่บางธุรกิจอาจต้องมองไกลไปถึงการเลือกทำเลลงทุนใหม่ การออกแบบอาคารให้รองรับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง การสร้างเส้นทาง Logistics สำรอง การบริหารสินค้าคงคลัง ตลอดจนการทบทวน Business Continuity Plan และความคุ้มครองจากประกันภัย แน่นอนว่า การดำเนินการเหล่านี้มีต้นทุน”


แต่คำถามที่ควรถามควบคู่กันคือ “ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลยมีเท่าไร”


หากการลงทุนวันนี้สามารถลดความเสียหายของสินทรัพย์ ลดโอกาสที่ธุรกิจต้องหยุดดำเนินงาน หรือ
ช่วยรักษารายได้ในอนาคต การลงทุนเพื่อรับมือกับ “Climate Risk” ก็ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง “ค่าใช้จ่ายด้านสิ่งแวดล้อม” แต่คือ “การลงทุนเพื่อปกป้องมูลค่าของธุรกิจ”


“น้ำท่วมกรุงเทพฯ” ในวันนี้ทำให้คำถามดังกล่าวใกล้ตัวเรามากขึ้น สำหรับทุกธุรกิจไม่ว่าจะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ SME ร้านค้า โรงงาน หรือธุรกิจบริการ สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การพยายามคาดการณ์ให้ได้อย่างแม่นยำว่า ฝนครั้งต่อไปจะตกหนักเพียงใด น้ำจะท่วมที่ไหน หรือเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเมื่อไร


“แต่คือการรู้ว่า ธุรกิจของเราเปราะบางตรงไหน ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีมูลค่าเท่าไร และวันนี้เราควรลงทุนหรือปรับเปลี่ยนอะไร เพื่อให้พร้อมกว่าเดิม เพราะ ‘Climate Change’ อาจเป็นความเสี่ยงที่ธุรกิจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ทั้งหมด”


แต่สิ่งที่ธุรกิจเลือกได้ คือ จะรอให้ความเสี่ยงเกิดขึ้นแล้วค่อยรับมือ หรือจะมองเห็นความเสี่ยงล่วงหน้าและสร้างความพร้อมตั้งแต่วันนี้ ดังนั้น หลังน้ำลด คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียง “ครั้งนี้เราเสียหายเท่าไร” แต่ควรถามต่อว่า “ถ้าครั้งหน้าเกิดเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และนานขึ้น ธุรกิจของเราจะยังเดินต่อได้หรือไม่”


เพราะท้ายที่สุด “Resilience” ไม่ได้หมายถึงการรู้ว่าวิกฤตครั้งต่อไปจะเกิดเมื่อไร แต่หมายถึงความสามารถของธุรกิจในการรับมือ ปรับตัว และเดินหน้าต่อได้เมื่อโลกไม่เป็นไปตามที่เราคาดไว้

กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจเพื่อความยั่งยืน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

Most Viewed
Stock of the Day
SET ดิ่งหนัก 14 จุด วิตกตะวันออกกลางตึงตัว แบงก์-ชิ้นส่วน-ICT ถูกขายกดดัชนี โรงพยาบาล-ค้าปลีกช่วยพยุงตลาด
Updated 19 hours ago
Where to put your money
“การตึ๊ง” เป็นศิลปะ... ในการบริหารเงินทุนหมุนเวียนของ “ผู้ที่มีรายได้น้อย” !!!
Updated 3 hours ago
News Highlight
ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นต่อร่างประกาศเพื่อให้ผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ LiVEx เสนอขายหุ้นต่อประชาชนได้
Updated 20 hours ago
Stock of the Day
เช็กลิสต์ 7 กลุ่มหุ้นกองหน้า รับอานิสงส์ IMF-World Bank ชูไทยสู่ Regional Hub ดึง FDI-เทคโนโลยี ต่อยอด Global Supply Chain เพิ่มมูลค่าหุ้นระยะยาว
Updated 1 day ago
Wealth EZ
รู้จัก "Dot Plot" & "FedWatch" เครื่องมือส่องทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ
Updated 1 day ago
Follow Us