Official Update :

เปลี่ยนสู่การประเมินบริษัทโดย...พิจารณา ‘มิติทางการเงิน’ ร่วมกับ ‘มิติด้าน ESG’ !!!

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับการลงทุนอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความวุ่นวายในตลาดทุนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด เงินทุนจากนักลงทุนไหลเข้าลงทุนใน “กองทุนเพื่อการลงทุนอย่างยั่งยืน (Sustainable Funds)” สูงเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 1/2563

“การเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน” ขยายตัวมากยิ่งขึ้น เป็นผลมาจากแนวโน้มการลงทุนอย่างรับผิดชอบ (Responsible Investing) ที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ลงทุนมีความต้องการนำข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance – ESG) ไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุน

“ดังนั้นการมีเป้าหมายและนโยบายที่ชัดเจน การพัฒนากระบวนการหารือกับผู้ถือหุ้น การเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับต่างๆ ในองค์กร การลงทุนในระบบการวัดผล การรายงานข้อมูลด้าน ESG รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และโปร่งใส จึงกลายเป็นกลไกที่นำไปสู่การเพิ่มมูลค่าของราคาหลักทรัพย์และดึงดูดความสนใจของนักลงทุนมากยิ่งขึ้น”

“5 แผนงาน” ที่บริษัทฯ สามารถเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ศักราชใหม่ของการลงทุนอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ

1. สื่อสารเป้าหมาย

‘The purpose of a company is not just to produce profits, it is to produce solutions to problems of people and planet and in the process to produce profits’

Colin Mayer, a professor at the University of Oxford

เป้าหมายการดำเนินงานของบริษัทฯ ไม่เพียงแต่มุ่งเน้นการสร้างผลกำไรทางการเงิน แต่ควรคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล คณะกรรมการบริษัทฯ สามารถสื่อสารเป้าหมายดังกล่าวต่อสาธารณชนผ่านถ้อยแถลงนโยบาย และเป้าหมาย (Statement of Purpose) พร้อมทั้งกำหนดกรอบเวลาการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ตัวชี้วัดในการประเมิน วัดผล และผลตอบแทน

2. ปรับปรุงกระบวนการหารือกับผู้ถือหุ้น

ถ้อยแถลงนโยบาย และเป้าหมาย เป็นรากฐานและจุดเริ่มต้นที่ดี แต่เป็นเพียงแค่ข้อมูลส่วนหนึ่งของ ‘รายงานแบบบูรณาการ (integrated report)’ และการเปิดเผยข้อมูลที่ผู้ถือหุ้นคาดหวัง รายงานของบริษัทฯ ควรมีการวิเคราะห์สาระสำคัญในประเด็นด้าน ESG ที่ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพทางการเงินของบริษัทฯ รายงานดังกล่าวเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่บริษัทฯ สามารถแสดงให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องได้เห็นถึงความรับผิดชอบที่บริษัทฯ มีต่อสิ่งแวดล้อม และสังคมโดยรวม ซึ่งสามารถสร้างมูลค่าให้แก่บริษัทฯ ในระยะยาว

“บริษัทฯ ควรให้ความสำคัญกับประเด็น ESG ในการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการประชุมรายไตรมาส เช่นพัฒนาการต่างๆ ด้าน ESG เปรียบเทียบกับเป้าหมาย และผลกระทบต่อประสิทธิภาพทางการเงินของบริษัทฯ บริษัทฯ ไม่ควรเน้นไปที่ผลการดำเนินงานทางการเงินระยะสั้นรายไตรมาสหรือประมาณการผลดำเนินงานทางการเงินในไตรมาสถัดไปที่อาจเป็นที่ต้องการของนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ (sell side analysts) ซึ่งอาจมีเป้าหมายการลงทุนที่แตกต่างจากนักลงทุนสถาบันกลุ่มอื่นเช่น กองทุนต่างๆ ที่เน้นไปที่มูลค่าระยะกลางถึงระยะยาวของบริษัทฯ”

3. เพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้บริหารระดับกลาง

“ผู้บริหารระดับกลาง” เป็นกลุ่มปฏิบัติงานที่เป็นกำลังสำคัญและเป็นตัวขับเคลื่อนให้การดำเนินการสามารถบรรลุเป้าหมายของบริษัทฯ ได้ ดังนั้นจึงเป็นกลุ่มสำคัญที่มีข้อมูลเชิงลึก สามารถวินิจฉัย และแยกแยะประเด็นด้าน ESG ต่าง ๆ ที่อาจมีผลต่อการดำเนินงานและประสิทธิภาพทางการเงินของบริษัทฯ ผู้บริหารระดับสูงจึงควรกำหนดหลักเกณฑ์ การประเมิน และผลตอบแทนของผู้บริหารระดับกลางทั้งมิติทางการเงิน และ ESG โดยเน้นไปที่การดำเนินงานระยะยาว มากกว่าการประเมินระยะสั้นรายไตรมาส หรือรายปี

4. ลงทุนในระบบงานภายในที่ใช้จัดทำข้อมูล ‘การดำเนินงานด้าน ESG’

ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่จำนวนมาก ลงทุนในระบบที่เกี่ยวข้องกับการวัดประสิทธิภาพและรายงานทางการเงิน แต่มีเพียงไม่กี่บริษัทฯ ที่มีระบบที่เชื่อถือได้ในการวัดประสิทธิภาพและรายงานด้าน ESG ทำให้ข้อมูลด้าน ESG อาจยังไม่มีคุณภาพหรือไม่สามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงที ซึ่งเป็นความท้าทายไม่เฉพาะแก่นักลงทุนที่ต้องการข้อมูลที่มีคุณภาพและทันเวลา แต่ยังรวมถึงตัวบริษัทฯ อีกด้วย

“อุปสรรคสำคัญอีกประการ คือการจัดหาและจัดทำข้อมูลด้าน ESG ไม่สอดคล้องกับข้อมูลทางการเงินในเรื่องของเวลา อีกทั้งยังมีประเด็นในเรื่องของรูปแบบในการเปรียบเทียบข้อมูล ในประเด็นนี้ Global Report Initiative – GRI และSustainability Accounting Standard Board – SASB ได้พัฒนาหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้อมูลด้าน ESG ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งนักลงทุนและบริษัทผู้ประกอบการ”

5. ปรับปรุงการวัดผลการดำเนินงาน และ ‘รายงานด้าน ESG’

ESG ในบางประเด็นอาจไม่กระทบกับผลการดำเนินงานของบริษัท แต่มีผลกระทบอย่างมากต่อสังคมการเติบโตของนักลงทุนอย่างรับผิดชอบ ที่ให้ความสำคัญต่อผลกระทบที่บริษัทฯ มีต่อสังคม ส่งผลให้นักลงทุนดังกล่าวมีความตั้งใจที่จะจัดสรรเงินทุนให้แก่บริษัทฯ ที่มีการดำเนินงานเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม เรื่องท้าทายของบริษัทฯ ที่คาดหวังจะดึงความสนใจจากนักลงทุนกลุ่มนี้คือ ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากลในการวัดผลกระทบทั้ง ‘ด้านบวก’ และ ‘ด้านลบ’ ของสินค้าและบริการของบริษัทฯ ที่มีต่อสังคมโดยรวม

ตัวอย่างเช่น : การใช้กังหันลมทดแทนพลังงานจากถ่านหินส่งผลกระทบด้านบวกต่อสังคมอย่างมากในประเทศจีน ในขณะที่กังหันลมในลักษณะเดียวกัน หากนำมาใช้ในประเทศนอร์เวย์อาจไม่ส่งกระทบด้านบวกอย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศจีน เนื่องจากแหล่งพลังงานในนอร์เวย์เกือบทั้งหมดมาจากไฟฟ้าพลังน้ำ

UN Sustainable Development Goals – SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย สามารถใช้เป็นกรอบ และแนวทางในการพิจารณาถึงผลกระทบจากการดำเนินงานของบริษัทฯ ที่มีต่อสังคมโดยรวม

บทสรุป

การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการที่นักลงทุนใช้ประเมินบริษัทฯ จากเดิมที่เน้นเพียง ‘มิติทางการเงิน (financial metrics)’ มาพิจารณามิติทางการเงินร่วมกับ ‘มิติด้าน ESG’ โดยบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นกลุ่มแรก ตามมาด้วยกลุ่มบริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและขนาดเล็ก บริษัทฯ ในกลุ่มต่าง ๆ จึงควรใช้โอกาสนี้เป็นพันธมิตรกับนักลงทุน ซึ่งพร้อมที่จะตอบแทนบริษัทฯ ที่มีความพร้อมและสามารถตอบสนองต่อมาตรฐานความต้องการของการลงทุนอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ