“กรรมการผู้หญิง” ในยุค New Normal เพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ
การส่งเสริมบทบาทผู้หญิงให้มีความเท่าเทียมกันกับผู้ชาย ถือว่าไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในสังคม และนับวันจะยิ่งทวีความสำคัญในยุค New Normal อีกทั้งเป็นพื้นฐานเรื่องสิทธิมนุษยชนแล้วและเป็นหนึ่งใน 17 เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ในระดับองค์กร การส่งเสริมบทบาทผู้หญิงเพื่อมีส่วนในการเสริมสร้างประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของคณะกรรมการให้ดียิ่งขึ้น ข้อมูลจาก OECD Corporate Governance Factbook 2564 ระบุว่า ผู้หญิงมีความรอบคอบ มีความเป็นอิสระ ไม่ได้รับอิทธิพลจากความคิดของคนส่วนใหญ่ (Groupthink) และยังช่วยยกระดับการทำหน้าที่ติดตามดูแล (Monitoring Function) ของคณะกรรมการ
สัดสวนของกรรมการผู้หญิงควรมีเท่าใดจึงจะเหมาะสม ทฤษฎี Critical Mass ระบุว่า “สัดส่วนผู้หญิง 30%” เป็นสัดส่วนขั้นต่ำที่จะส่งผลต่อการบริหารจัดการที่สามารถสร้างความแตกต่างได้
ข้อมูลจาก Research Institute, Credit Suisse, The CS Gender 3000 in 2021: Broadening the diversity discussion พบว่า ปัจจุบันบริษัทจากทั่วโลกมีกรรมการผู้หญิงคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24 เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดิมในปี 2558 ที่มีสัดส่วนร้อยละ 15.1 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ถูกขับเคลื่อนโดยบริษัทในทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือที่มีสัดส่วนกรรมกผู้หญิงร้อยละ 34.4 และ 28.6 ตามลำดับ ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก สำหรับประเทศไทย มีจำนวนกรรมการผู้หญิงในปี 2564 อยู่ที่ร้อยละ 16.2 สูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่หากเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านแล้ว สัดส่วนดังกล่าวยังตามหลังเวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ที่มีสัดส่วนกรรมการผู้หญิงร้อยละ 30.2, 27.4, 20.1 และ 16.9 ตามลำดับ
ในปี 2564 หลายประเทศยังคงผลักดันเรื่องของกรรมการผู้หญิง ตัวอย่างเช่น หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีของมาเลเซียสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนมีสัดส่วนกรรมการผู้หญิง 30% ในฮ่องกงอยู่ในระหว่างการรับฟังความคิดเห็นให้บริษัทที่ไม่มีกรรมการผู้หญิงจะต้องกำหนดเป้าหมายและระยะเวลาดำเนินการแก้ไขในเรื่องดังกล่าว หรือแม้แต่นักลงทุนก็ให้ความสนใจในประเด็นดังกล่าวเช่นกัน อย่างเช่น บริษัท Fidelity International ผู้ให้บริการด้านการลงทุนได้กำหนดนโยบายการลงคะแนนเสียงในการประชุม AGM ว่าจะต้องลงคะแนน “ไม่เห็นด้วย” ในบริษัทที่มีสัดส่วนกรรมการผู้หญิงต่ำกว่า 15%-30% แล้วแต่กรณี
สำหรับประเทศไทย การส่งเสริมเรื่องของกรรมการผู้หญิงนั้นมีมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน ปี 2555 ของตลาดหลักทรัพย์ฯ และหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดีสำหรับบริษัทจดทะเบียน ปี 2560 ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ระบุไปในทิศทางเดียวกันว่า โครงสร้างคณะกรรมการมีความหลากหลาย ครอบคลุมทักษะ ประสบการณ์ อายุ และเพศ ในขณะที่โครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนหรือ CGR ซึ่งใช้ประเมินบริษัทจดทะเบียนไทยมาตั้งแต่ปี 2557 ได้ระบุว่า “คณะกรรมการมีกรรมการอิสระที่เป็นผู้หญิงอย่างน้อย 1 คน” ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทจดทะเบียนไทยดำเนินการได้แล้วถึง 57% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมดในปี 2564
ดังนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมบทบาทของผู้หญิง โครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนใหม่ที่จะนำมาใช้ประเมินในปี 2566 จึงได้กำหนดเกณฑ์ประเมินให้มีกรรมการผู้หญิงอย่างน้อย 2 คน และมีสัดส่วนอย่างน้อย 30%
การยกระดับจำนวนกรรมการผู้หญิงถือเป็นการผลักดันสตรีให้มีบทบาทมากยิ่งขึ้น สอดรับกับแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดีทั้งของไทยและสากลที่ให้ความสำคัญในประเด็นความหลากหลายของคณะกรรมการ (Board Diversity) ยกระดับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการให้มีความรอบคอบ มองความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ช่วยให้การทำงานของคณะกรรมการมีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันยังช่วยเพิ่มมุมมองที่หลากหลายเพื่อสร้างโอกาสและความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาว
