Official Update :

จัดการกองทุน “SSF-RMF” อย่างไร...ในช่วง “เศรษฐกิจขาลง” ?

Wealth EZ: เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง 2565 กันแล้ว หลายท่านคงเริ่มวางแผนประหยัดภาษี ด้วยการซื้อกองทุน SSF / RMF กัน บางท่านที่เริ่มลงทุนก็อาจจะรู้สึก กล้าๆ กลัวๆ กับการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ หรือบางท่านก็ไม่อยากซื้อกองทุน SSF / RMF ทั้งที่ช่วยประหยัดภาษีได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขที่ต้องลงทุนระยะยาว


“หรือใครที่ลงทุนในกองทุน SSF / RMF อยู่แล้ว ก็อาจจะรู้สึกกังวลกับผลตอบแทนในปัจจุบันที่โดนผลกระทบ ทั้งเรื่องเงินเฟ้อที่สูงมาก สงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อ ส่งผลต่อเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศกระทบกันเป็นลูกโซ่ จึงอาจเกิดเป็นคำถามว่าควรบริหารพอร์ตการลงทุน กลุ่มกองทุนประหยัดภาษี  SSF / RMF อย่างไรดี”


งานวิจัยเรื่องการลงทุนระยะยาว จาก “JP Morgan” กับตลาดทุนของสหรัฐอเมริกาซึ่งเสมือนเป็นตัวแทนของตลาดทุนทั่วโลก ในช่วงปี 1950 ถึง 2021 จากภาพที่ 1 จะเห็นว่ายิ่งลงทุนระยะยาว โอกาสที่ผลตอบแทนจะขาดทุนมีน้อยมาก



 

  • ถ้าลงทุนต่อเนื่อง 10 ปี (กรอบสีแดง) การลงทุนในหุ้น (กราฟแท่งสีเทา) อาจจะติดลบ 1% แต่มีโอกาสทำกำไรบวกได้ 19% ในขณะที่ถ้าจัดพอร์ตแบบ หุ้น 50%  ตราสารหนี้ 50% (กราฟแท่งสีฟ้า) จะไม่มีโอกาสขาดทุนเลย และมีโอกาสทำกำไรบวกได้ถึง 16%   

  • ถ้าลงทุนต่อเนื่อง 20 ปี (กรอบสีเขียว) ลงทุนในหุ้น (กราฟแท่งสีเทา) จะไม่มีโอกาสขาดทุนเลย และมีโอกาสทำกำไรบวกได้ 6-17%


“จากสถิติข้อมูลดังกล่าว จะเห็นว่าการลงทุนระยะยาวมากกว่า 10 ปี โอกาสน้อยมากที่จะขาดทุนผลตอบแทนติดลบ ดังนั้นการเข้าซื้อกองทุน SSF / RMF ที่มีเงื่อนไขต้องถือลงทุนระยะยาว นอกจากจะได้กำไรจากการลดหย่อนภาษีตั้งแต่ซื้อแล้ว การได้เข้าซื้อในช่วงเศรษฐกิจขาลงแบบนี้ ก็ถือว่า เป็นจังหวะที่ดีที่นักลงทุน จะได้หน่วยลงทุนที่ราคาถูกกว่าช่วงเหตุการณ์ปกติ หรือ ใครมีกองทุนภาษีเดิมอยู่แล้ว ก็เป็นโอกาสดีในการซื้อลงทุน เพื่อถัวเฉลี่ยต้นทุน และจากข้อมูลงานวิจัยข้างต้น น่าจะทำให้นักลงทุนอุ่นใจกับโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีในอนาคต แม้ช่วงนี้ภาวะเศรษฐกิจจะเป็นขาลงก็ตาม”


แม้การลงทุนในกองทุน SSF / RMF จะได้ประโยชน์จากการลงทุนระยะยาว และช่วยประหยัดภาษี แต่การบริหารพอร์ตการลงทุนก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้นักลงทุนได้บริหารความเสี่ยงการลงทุน และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนมากขึ้น ซึ่งกองทุนรวมกลุ่มประหยัดภาษีนี้ มีข้อได้เปรียบกว่ากองทุนรวมทั่วไป ในเรื่องของค่าธรรมเนียมซื้อขาย ที่ส่วนมากจะยกเว้นค่าธรรมเนียมซื้อขาย ทำให้การบริหารพอร์ตการลงทุน SSF / RMF จะมี “ต้นทุนที่ต่ำกว่ากองทุนรวมทั่วไป”



5 เทคนิคในการ “บริหารพอร์ต” ลงทุนกองทุนรวม SSF / RMF

1.DCA (Dollar Cost Average) แม้ช่วงนี้ราคาหน่วยลงทุนจะถูกลงมามาก แต่ก็ควร “ทยอยลงทุน” เนื่องจากไม่สามารถรู้ได้ว่า ในอนาคตราคาของกองทุนที่เลือกซื้อจะต่ำลงอีกหรือไม่ ดังนั้นการทยอยลงทุน ก็เป็นการบริหารความเสี่ยงเรื่องต้นทุนของหน่วยลงทุน


2.Asset Allocation เป็นการจัดพอร์ตการลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยง และเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงอายุ กองทุน SSF / RMF มีให้เลือกลงทุน ในทุกกลุ่มสินทรัพย์ตั้งแต่ “ความเสี่ยงต่ำ” จนถึง “ความเสี่ยงสูง” เช่น กองทุนหุ้นต่างประเทศ ทองคำ เป็นต้น ซึ่งทำให้สามารถจัดพอร์ตลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงได้ เหมือนการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป




“
แต่แนะนำว่า ควรจะจัด ‘Asset Allocation’ ของกองทุนกลุ่มภาษี ให้อยู่ในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เดียวกัน เพราะตอนทำ Rebalance หรือ สับเปลี่ยนกองทุนในบลจ.เดียวกัน จะไม่เสียค่าธรรมเนียมการสับเปลี่ยนกองทุน”


3.Rebalance วางแผนทำ Rebalance พอร์ต เพื่อปรับสัดส่วนของกองทุนให้กลับไปที่สัดส่วนเดิม และปรับสัดส่วนกองทุนให้เหมาะกับช่วงอายุของผู้ลงทุน โดยอาจจะกำหนดความถี่เป็นปีละหนึ่งครั้ง หรือ 2 ครั้งต่อปี การทำ Rebalance จะเป็นการบริหารความเสี่ยงของพอร์ตและรักษาผลตอบแทนไว้ได้ในระยะยาว


“ทั้งนี้ กองทุน SSF / RMF สามารถที่จะทำการสับเปลี่ยนกองทุนได้ โดยไม่ผิดเงื่อนไขการลดหย่อนภาษี (แต่ต้องใช้คำสั่งแบบสับเปลี่ยนกองทุนเท่านั้น ห้ามใช้คำสั่งขายกองทุนแล้วซื้อใหม่ จะทำให้ผิดเงื่อนไขภาษีทันที)  และต้องสับเปลี่ยนกองทุนใน บลจ.เดียวกัน จึงจะไม่เสียค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยน ซึ่งกองทุนกลุ่มภาษี ส่วนใหญ่ ยกเว้นค่าธรรมเนียมซื้อขาย ทำให้กองทุนกลุ่มภาษี มีต้นทุนการ Rebalance ที่ต่ำกว่ากองทุนรวมทั่วไป”


4.Review กองทุนที่ลงทุนทุกปี ว่ายังมีโอกาสเติบโตต่อไปในอนาคต หรือเป็นกองทุนที่ยังสอดคล้องกับแผนการลงทุนของเราหรือไม่ ถ้าไม่ใช่ก็สับเปลี่ยนกองทุน อาจจะทำในจังหวะที่ทำ Rebalance ก็ได้


5.สำหรับ “นักลงทุนที่ใกล้จะเกษียณอายุแล้ว” หรือ “นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อย” ก็ควรลดความเสี่ยงการลงทุน ด้วยการซื้อกองทุน SSF / RMF ที่ความเสี่ยงต่ำ เช่น กองทุน SSF / RMF ที่ลงทุนในตราสารหนี้ เป็นต้น


การลงทุนมีความเสี่ยง “การลงทุนระยะยาว” จะช่วยให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีได้ แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุน ควรศึกษาหาข้อมูล ก่อนตัดสินใจลงทุน และลงทุนอย่างมีสติ บริหารความเสี่ยงตามหลักการลงทุน เพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่นักลงทุนตั้งใจ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

วีระชัย แสงวัชร

ที่ปรึกษาการเงิน AFPT