ลงทุนตปท.ผ่านกองทุน FIF Hedge หรือ Unhedged ดีกว่ากัน? เลือกยังไงให้ตรงใจ?
ในการลงทุนต่างประเทศผ่านกองทุน FIF (Foreign Investment Fund) นักลงทุนมักจะพบกับคำว่า Hedge กับ Unhedged ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการ “จัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน” ซึ่งในบทความนี้ Wealthy Thai จะพาทุกท่ายมาดูกันว่า กลยุทธ์ทั้งสองแบบแตกต่างกันอย่างไร และเลือกยังไงให้เหมาะกับเรามากที่สุด
1.Hedge / Unhedged คืออะไร?
Hedge คือการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงิน
โดยกองทุนจะใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น สัญญา Forward เพื่อ “ล็อก” อัตราแลกเปลี่ยนไว้ ทำให้ผลตอบแทนของกองทุนไม่ผันผวนตามค่าเงินบาท
Unhedged คือไม่มีการป้องกันค่าเงิน ซึ่งผลตอบแทนของกองทุนจะขึ้นอยู่กับทั้ง ผลการดำเนินงานของสินทรัพย์ในต่างประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน เช่น ถ้าลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ แล้วเงินบาทอ่อนค่า ผลตอบแทนก็จะสูงขึ้นสองต่อ
2.เปรียบเทียบ “ข้อดี – ข้อเสีย” ของกองทุนแบบ Hedge และ Unhedged
กองทุนแบบ Hedge
ข้อดี
-
ลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เช่น เงินบาทแข็งก็ไม่กระทบผลตอบแทน
-
ช่วยให้พอร์ตมีความผันผวนน้อยลง
-
ทำให้ผลตอบแทนสะท้อนผลประกอบการของสินทรัพย์ต่างประเทศได้ชัดเจน โดยไม่ถูกค่าเงินกระทบ
ข้อเสีย
-
มีต้นทุนค่า Hedging (เช่น Forward cost ราว 2–3% ต่อปี)
-
ไม่ได้รับประโยชน์หากค่าเงินบาทอ่อนค่า (เสียได้ผลตอบแทนจากค่าเงิน)
กองทุนแบบ Unhedged
ข้อดี
-
ได้รับประโยชน์หากค่าเงินบาทอ่อนค่า (กำไรสองต่อจากสินทรัพย์และค่าเงิน)
-
ไม่มีต้นทุนค่า Hedging
ข้อเสีย
-
เสี่ยงขาดทุนจากค่าเงิน หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น
-
ผลตอบแทนอาจผันผวนมากกว่ากองทุนแบบ Hedge
-
อาจทำให้นักลงทุนประเมินผลตอบแทนผิด ถ้าไม่ได้พิจารณาปัจจัยค่าเงินร่วม
3.จะเลือก Hedge หรือ Unhedged อย่างไรให้ “ตรงใจ”?
นักลงทุนสามารถเลือกกองทุนในแบบที่เหมาะกับตัวเองไก้โดยพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่
3.1 มุมมองต่อค่าเงินบาท
-
ถ้าเชื่อว่า เงินบาทจะแข็งค่า ให้เลือก Hedge เพื่อป้องกันผลตอบแทนลดลง
-
แต่ถ้าเชื่อว่า เงินบาทจะอ่อนค่า ให้เลือก Unhedged เพื่อรับกำไรสองต่อ
3.2 เป้าหมายการลงทุน
-
หากเน้น ความมั่นคง ไม่อยากเสี่ยงค่าเงิน ให้เลือก Hedge
-
หากเน้น โอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว และรับความเสี่ยงค่าเงินได้ ให้เลือก Unhedged
3.3 ระยะเวลาการลงทุน
-
ถ้าจะลงทุนระยะสั้น–กลาง ซึ่งค่าเงินมีผลเยอะ ก็เลือกตามแนวโน้มค่าเงินช่วงนั้น (หากค่าเงินมีแนวโน้มแข็งขึ้น ให้เลือก Hedge แต่หากมีโอกาสอ่อน ให้เลือก Unhedge)
-
ถ้าจะลงทุนระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) ซึ่งค่าเงินอาจ “เฉลี่ยตัว”(mean revert) และมีความผันผวนน้อยกว่า ความต่างระหว่าง Hedge/Unhedged จะน้อยลง

