Official Update :

งัดกลยุทธ์รับมือ “PM2.5” !!!

Wealth EZ: เมื่อพูดถึงการใช้ชีวิต เชื่อว่าทุกคนอยากมีชีวิตที่ดีตลอดทุกช่วงชีวิต ทั้งเรื่องงาน เรื่องเงิน และสุขภาพ ชีวิตราบรื่นไม่มีอุปสรรคใดๆ เข้ามา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกคนมีความเสี่ยงที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด นั่นคือ เจ็บป่วย และเสียชีวิตก่อนวัยอันควร นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงกับทรัพย์สินที่เราสร้างกันมา เช่น รถยนต์ บ้านที่อยู่อาศัย อีกด้วย


โดยทั่วไป “วิธีจัดการความเสี่ยง” จะพิจารณาจากโอกาสที่เกิดขึ้น และ ผลกระทบที่มีต่อเราหรือทรัพย์สินของเราหากเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น แบ่งออกได้ 4 วิธีตามตารางด้านล่าง



สำหรับความเสี่ยงที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในปัจจุบัน เชื่อว่าทุกคนคงนึกถึง “ความเสี่ยงของฝุ่น PM2.5” หรือ “ฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน” ซึ่งก็คือ มลพิษฝุ่นที่มีขนาดเล็กกว่า 1 ใน 25 ส่วนของเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ กล่าวคือ เล็กจนสามารถเล็ดลอดขนจมูกเข้าสู่ร่างกายได้ และมีขนาดเพียงครึ่งหนึ่งของขนาดเม็ดเลือด (5 ไมครอน)


“ดังนั้น ฝุ่นพิษ จึงสามารถเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและกระจายไปตามอวัยวะได้ ฝุ่นจะมีลักษณะที่ขรุขระคล้ายสำลี จึงสามารถนำสารอื่นเข้ามาด้วย เช่น แคดเมียม ปรอท โลหะหนัก ไฮโดรคาร์บอน และสารก่อมะเร็งอื่นๆ”


จากการศึกษาโดย Institute for Health and Evaluation” มหาวิทยาลัยวอชิงตัน พบว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัจจัยร่วมที่เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ เนื่องจากมีส่วนประกอบของสารเคมีหลายชนิด ทั้งที่เป็นสารระคายเคืองไปจนถึงสารก่อมะเร็ง และเป็นสาเหตุก่อให้เกิดโรค ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งปอด และโรคติดเชื้อเฉียบพลันระบบหายใจส่วนล่าง เป็นต้น ซึ่งก่อให้เกิดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และความสูญเสียให้กับครอบครัว


“โดยในเบื้องต้นเมื่อสูด PM2.5 เข้าไปจะทำให้แสบตา แสบคอ แสบจมูก บางรายลมพิษขึ้น ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลเล็กน้อยตั้งแต่เจ็บป่วยไอจาม ไปจนถึงรักษาตัวในโรงพยาบาล และในระยะยาวอาจส่งผลให้เกิดโรคร้ายแรง โดยเฉพาะในผู้ป่วยรายที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองอาจทำให้ทุพพลภาพและเสียชีวิตในเวลาต่อมา”


เราจะมีวิธีบริหาร “จัดการความเสี่ยงฝุ่น PM 2.5”  ได้อย่างไรนั้น สามารถประยุกต์ 4 เทคนิคจัดการความเสี่ยงข้างต้น ได้ดังนี้



กลยุทธ์ในการรับมือ “
PM2.5”

  1. หลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Avoid): เป็นวิธีที่ดูเหมือนง่ายที่สุดแต่ทำยากสุดคือ การย้ายที่อยู่ ย้ายบ้านและที่ทำงาน หากที่อยู่อาศัย ที่ทำงานในปัจจุบันอยู่ในแหล่งที่มีค่า 5 สูง ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงภัยคุกคามที่เกิดขึ้น แต่ทว่าในความเป็นจริงวิธีนี้ยากที่จะสามารถทำได้

  2. ควบคุมความเสี่ยง (Control): อยู่ในบ้านหรือที่ทำงานขณะที่5 อยู่ในระดับสูง สวมหน้ากากกรองฝุ่นเมื่อต้องออกจากบ้านหรือที่ทำงาน ปิดหน้าต่าง ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ รับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่มีวิตามินซี อี และ โอเมก้า3 สูง ก็จะช่วยควบคุมความเสี่ยงให้ลดลง

  3. รับความเสี่ยงไว้เอง (Accept): รับสภาพที่เป็นอยู่ เมื่อเจ็บป่วยก็ใช้เงินที่สะสมมา ใช้ประกันสังคม ประกันสุขภาพถ้วนหน้า

  4. ถ่ายโอนความเสี่ยง (Transfer) พิจารณาซื้อประกันสุขภาพ ประกันโรคร้ายแรง ประกันทุพพลภาพ และ ประกันชีวิต


“การบริหารความเสี่ยงในชีวิตจริง ไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกเพียงวิธีใดวิธีหนึ่ง เราสามารถประยุกต์ใช้หลายวิธีพร้อมๆ กัน เพื่อลดความเสี่ยงให้ได้มากที่สุดได้ เช่น คนที่มีกำลังทรัพย์น้อย สามารถควบคุมความเสี่ยงโดยใช้หน้ากากอนามัยแทนหน้ากากกรองฝุ่นเมื่อออกจากบ้านหรือที่ทำงาน ปิดหน้าต่างที่บ้าน และรับความเสี่ยงไว้เองในกรณีที่เจ็บป่วยจากฝุ่น PM 2.5 โดยการใช้สิทธิ์ที่มีจากประกันสังคมหรือประกันสุขภาพถ้วนหน้า ในขณะที่คนที่พอมีกำลังทรัพย์ หรือเจ้าของกิจการ สามารถควบคุมความเสี่ยงโดยสวมหน้ากากกรองฝุ่น ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศทั้งที่บ้านและรถยนต์ ซื้อวิตามินซี อี และโอเมก้า3ทาน หลีกเลี่ยงความเสี่ยงโดยเลือกทำงาน ที่บ้าน ไม่ออกไปข้างนอก และถ่ายโอนความเสี่ยงด้วยการซื้อประกันสุขภาพเพิ่ม”


จะเห็นได้ว่า เมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามาในชีวิต ที่ประเมินแล้วน่าจะเป็นความเสี่ยงกระทบต่อสวัสดิภาพของชีวิต ก็สามารถนำวิธีจัดการความเสี่ยงข้างต้นมาประยุกต์ใช้ได้ โดยประเมินโอกาสและความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ดังกล่าว


เพื่อเลือกหาวิธีรับมือกับ “ความเสี่ยง” ที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเมื่อเกิดผลกระทบขึ้นจริงๆ ก็จะไม่ส่งผลกับชีวิตตัวเราเองและคนในครอบครัวมากนัก เนื่องจากได้วางแผนเตรียมรับมือไว้ล่วงหน้าไว้อย่างดีแล้ว


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

กนกพร อัศวยนต์ชัย

นักวางแผนการเงิน CFP®