Official Update :

“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (1)… “Algorithmic Trading” (Robot Trade) !!!

Wealth EZ: ถ้าคุณเป็นนักลงทุนที่ชอบติดตาม Update ช่องทางการลงทุนและแสวงหา “ทางเลือก” ในการลงทุนใหม่ๆ อยู่ตลอด เชื่อว่าในช่วง 1-2 ปี ที่ผ่านมา คงจะเหนื่อยกับคำศัพท์ใหม่ๆ ที่แทบจะมีออกมากันทุกเดือน ไม่ว่าจะเป็น Algorithmic Trading, AI, Structured Note, Crypto Assets หรือแม้แต่ Blind Trust ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นศัพท์ที่เราน่าจะได้ยินผ่านหูอยู่บ่อยๆ แต่เชื่อว่าหลายท่านที่อ่านบทความนี้อยู่ก็อาจจะยังไม่ทราบว่ามันคืออะไร ลงทุนได้หรือไม่?


ในบทความชุดนี้ผมขอหยิบ “Algorithmic Trading” และ “Crypto Assets” ซึ่งเริ่มเป็นที่รู้จักและมีช่องทางในการลงทุนที่แพร่หลายมากพอสมควรแล้ว ขึ้นมาแนะนำเพื่อเป็นไอเดียประกอบการตัดสินใจลงทุนของทุกท่านนะครับ โดยผมขอแบ่งบทความนี้ออกเป็น 3 ตอน


สำหรับ “ตอนที่ 1” ผมได้หยิบยกในส่วนของ “Algorithmic Trading” (Robot Trade) มาคุยให้ฟังก่อน ซึ่งเราทุกคนคงยอมรับว่า “Robot” นั้นเข้ามามีบทบาทในโลกเราอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เว้นแม้แต่ในโลกการลงทุน มันคืออะไร? และเราจะใช้งานมันได้อย่างไร?


“บทความนี้มีคำตอบครับ และในตอนที่ 2-3 จะกล่าวถึงตัวอย่างของสินทรัพย์ใหม่ๆ อย่าง ‘Crypto Assets’ ที่เริ่มเป็นที่รู้จักของคนไทยผ่าน ‘Bitcoin’ (Cryptocurrency ตัวแรกของโลก) ซึ่งสร้างปรากฎการณ์ผลตอบแทน 20 เท่า!!! ใน 2561 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นทางเลือกในการลงทุนใหม่ๆ ให้กับท่านผู้อ่าน เรามาเริ่มเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันครับ”


“
Algorithmic Trading” (Robot Trade)

จุดเริ่มต้นของ “Robot Trade” นั้นเริ่มต้นที่ตลาดหุ้นนิวยอร์ค (NYSE) ในปี 1970 หรือเกือบ 50 ปีมาแล้ว!!! ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดหลักทรัพย์บ้านเรายังไม่ก่อตั้งเลยด้วยซ้ำ โดยเริ่มจากการเป็นเพียงแค่ เครื่องมือช่วยในการส่งคำสั่งคราวละมากๆ ให้กับเทรดเดอร์ แต่ในเวลานั้นการตัดสินใจส่งคำสั่งก็ยังคงใช้คนในการจัดการ


“และจากจุดเริ่มต้นในวันนั้นก็ได้มีการพัฒนาต่อเนื่องเรื่อยมาจน ‘Robot’ สามารถช่วยในการ คัดกรองหุ้น การส่งคำสั่งซื้อขายโดยตรง และล่าสุดก็มีการพัฒนาไปถึงขั้นสามารถใช้ ‘ปัญญาประดิษฐ์’ (AI) ในการตัดสินใจแทนคนได้ในที่สุด มีตัวเลขที่น่าตกใจว่าทุกวันนี้กว่า 80% ของมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐนั้นมาจาก ‘ระบบเทรดอัตโนมัติ’ (Algorithmic Trading) ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตตลาดหุ้นของไทยเราก็อาจเป็นแบบเดียวกันครับ”


ความน่าสนใจ:  จริงๆ แล้ว “Robot Trade” นั้นถูกสร้างขึ้นเพื่อลบ 3 “จุดอ่อน” สำคัญในการลงทุนของมนุษย์ ซึ่งก็คือ “เวลา” “ความเร็ว” และที่สำคัญที่สุด คือ “อารมณ์” !!! โดยนักลงทุน 1 คน จะเก่งกาจเพียงไหนก็มีเพียง 2 ตา 2 มือ นี่ยังไม่รวมความลังเลของจิตใจในการเทรด ทำให้ระบบ “Algorithmic Trading” เป็นที่นิยมในต่างประเทศมาอย่างยาวนานและเริ่มเข้ามามีบทบาทในการลงทุนในไทยอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา


จนปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งก็ได้มีบริการลักษณะนี้ให้ใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยเราสามารถแบ่ง “Robot” ได้เป็น 2 แบบ ใหญ่ๆ คือ

  • Robot แบบกึ่งอัตโนมัติ (Semi-Automated System) คือ “Robot” ที่ทำหน้าที่เป็นผู้หาสัญญาณซื้อขาย และแจ้งเตือนให้นักลงทุนทราบ แต่ในขั้นตอนสุดท้ายนักลงทุนยังคงต้องเป็นผู้กดส่งคำสั่งซื้อขายเอง ซึ่งจะมีความยืดหยุ่นสูง แต่ผู้ใช้งานต้องมีเวลาและวินัยในการจัดการพอสมควรครับ

  • Robot แบบอัตโนมัติ (Fully-Automated System) คือ “Robot” ซึ่งจะจัดการทุกขั้นตอนในการซื้อขายให้เรา คล้ายกับการมีผู้จัดการกองทุนส่วนบุคคลที่เป็นหุ่นยนต์ ซึ่งเจ้าตัวนี้เองครับที่เราเรียกว่า “Robot Trade” จุดเด่นคือวินัยการลงทุน และความสามารถในการวิเคราะห์หุ้นพร้อมกันจำนวนมากๆ ได้ แต่ด้วยการที่ Robot ประเภทนี้จะจัดการทุกอย่างให้เราทั้งหมด ทำให้ต้องศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดก่อนที่จะเริ่มใช้งาน


โดยนักลงทุนที่สนใจจะลงทุนในระบบ “Robot Trade แบบอัตโนมัติ” (Fully-Automated System)  นั้นมีปัจจัยที่ควรทราบเบื้องต้น 3 ปัจจัย ได้แก่


1.Strategy:
กลยุทธ์ที่ใช้ในการซื้อขายเป็นส่วนที่สำคัญที่ควรรู้เป็นอันดับแรก เพราะมันคือตัวบอกว่าเงินที่เราใส่ลงไปใน “Robot” ตัวนั้นๆ จะถูกนำไปใช้อย่างไร โดยรายละเอียดในกลยุทธ์การซื้อขายเบื้องต้นที่เราควรทราบในส่วนของกลยุทธ์ ได้แก่

  • Stock Universe: คือเกณฑ์การคัดเลือกหุ้นทั้งในแง่ของขนาด, สภาพคล่อง และปัจจัยอื่นๆ เพื่อจะไปหาจังหวะซื้อต่อไป

  • Entry Signal: กลยุทธ์ในการซื้อหุ้นที่อยู่ใน Stock Universe โดยแบ่งเป็น 2 แบบใหญ่ๆ ได้แก่ ลงทุน “ตามกระแส” (Momentum) ซึ่งจะทำกำไรได้ดีในตลาดที่มีทิศทางขึ้นหรือลงที่ชัดเจน และ ลงทุน “สวนกระแส” (Reversion) ที่จะทำกำไรได้ดีในตลาดที่วิ่งอยู่ในกรอบไม่มีทิศทางชัดเจนครับ

  • Exit Signal: กลยุทธ์ในการขาย ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักๆ คือ เพื่อหยุดความเสี่ยง หรือล็อคกำไร โดยกลยุทธ์การขายนี้คนส่วนใหญ่มักไม่ให้ความสำคัญ แต่แท้จริงแล้วเป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้กลยุทธ์ในการซื้อเสียเลยครับ

  • Money Management: วิธีการกำหนดปริมาณเงินในการซื้อขายหุ้นแต่ละตัว โดยยิ่งมีน้ำหนักต่อครั้งมากผลตอบแทนและความเสี่ยงก็จะมากขึ้นตามไปด้วย ต้องดูว่ามีความสอดคล้องกับ Stock Universe และ สัญญาณซื้อหรือไม่ด้วย เช่น กลยุทธ์ที่คุณเลือก ลงทุนเฉพาะหุ้นกลุ้ม SET50 และมีกลยุทธ์ในการซื้อหุ้นที่เกิดไม่บ่อย ถ้าซื้อด้วยปริมาณเงินที่น้อยอีก อาจเกิดปัญหาการนำเงินไปใช้ที่ไม่มีประสิทธิภาพได้ครับ


2.Back Testing
& Forward Testing: คือการดูผลงานย้อนหลังของ “Robot” โดยการพิจารณา “Back Testing” คือการใช้ข้อมูลในอดีตมาทดสอบว่ากลยุทธ์ของ “Robot” ตัวที่เราสนใจอยู่นั้นหากนำไปใช้ในอดีตจะเหมาะกับสภาพตลาดแบบใด และมีผลงานโดยรวมเป็นอย่างไร


“ทั้งนี้การดู ‘Back Testing’ เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอเนื่องจากในการทำ ‘Back Testing’ นั้นผู้ออกแบบ ‘Robot’ สามารถปรับค่าตัวเลขต่างๆ เพื่อให้ตัวเลขออกมาดีเกินจริงได้ โดยเมื่อใช้ลงทุนจริงในตลาดปัจจุบันอาจไม่ได้ผลตอบแทนเหมือนช่วงเวลาที่เคยเกิดในอดีตครับ”


ทำให้เราควรดู “Forward Testing” หรือการขอดูผลการดำเนินงานจริงของ “Robot” ตัวนั้นประกอบ เพราะแม้ “Forward Testing” จะเป็นภาพที่สั้นกว่าการดู “Back Testing” แต่จะได้ภาพที่ใกล้เคียงกับจุดที่เราจะเริ่มลงทุนจริงมากกว่าครับ


3.Transaction Cost: เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ซึ่งต้องพิจารณาทั้งต้นทุนค่าคอมมิชชั่น และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าบริหารจัดการ (Management Fee) และ ส่วนแบ่งกำไร (Profit Sharing) เป็นต้น ที่สำคัญควรสอบถามด้วยว่าในผลการดำเนินงานที่ผู้ให้บริการ “Robot Trade” แสดงให้ดูนั้นได้รวมค่าใช้จ่ายเหล่านี้เข้าไปแล้วหรือยังครับ


ข้อควรระวัง: แม้ “Algorithmic Trading” จะสามารถตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีในเรื่องของการส่งคำสั่ง แต่ก็มีจุดสำคัญกว่าที่ต้องพิจารณาคือ “ความยืดหยุ่น” ของกลยุทธ์ที่ใช้ในการเทรด เพราะหาก “Robot” นั้นๆ ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับตลาดแบบใดแบบหนึ่งจนเกินพอดี (ดูได้จากตัวเลขผลกำไรใน Back Testing ที่มักจะสูงกว่า 30% ขึ้นไป)


“เวลาที่สภาวะตลาดไม่เหมาะกับกลยุทธ์ของคุณ ประโยชน์จากการส่งคำสั่งที่มีวินัยของ ‘Robot’ จะกลายเป็นดาบสองคมที่เพิ่มผลขาดทุนให้กับคุณได้รวดเร็วไม่แพ้ตอนทำกำไรเช่นกันครับ”


หวังว่าทุกท่านจะได้ความรู้เกี่ยวกับ ความน่าสนใจและวิธีการเลือกลงทุนใน “Robot Trade” กันไปอย่างเต็มที่นะครับ ในตอนหน้า “ทางเลือก” ในการลงทุนใหม่ๆ ตอนที่ 2 “Crypto Assets” จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง รอพบกันในบทความถัดไปนะครับ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

สรวงพิเชฎฐ์ หลายชูไทย

นักวางแผนการเงิน CFP®

Most Viewed
Fun of Funds
“กองหุ้นเวียดนาม” ปีนี้ซบตามตลาด เฉลี่ยติดลบ -4.75% “TVIETNAM” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +2.45% ส่วน “UVO” ร่วงสุด -12.36% แนะโอกาสสำหรับการลงทุน “ระยะกลาง-ยาว” !!!
Updated 1 day ago
News Highlight
GC และ SCGC แจ้งความก้าวหน้าการศึกษาจัดตั้งโครงการร่วมทุน เร่งหารือและกำหนดเงื่อนไขสำคัญของธุรกรรมร่วมกัน
Updated 1 day ago
News Highlight
CPF–Bosch ต่อยอดความร่วมมือ ใช้ Data–AI ยกระดับการผลิตอาหาร หนุนเป้าหมาย Net-Zero
Updated 1 day ago
Stock of the Day
XO ส่งซิกครึ่งปีหลังโตเด่น ดันรายได้ปี 69 แตะ 2.4 พันลบ. ทุ่ม 1.3 พันลบ. สร้างโรงงานใหม่ ปูทางสู่เบอร์ 1 ตลาดซอสศรีราชาโลก
Updated 1 day ago
Stock of the Day
รัฐบาลเร่งเยียวยาน้ำท่วม พยุงประชาชน-ธุรกิจฝ่าวิกฤต พักหนี้-เติมสภาพคล่อง ลดผลกระทบ หนุนกลุ่มแบงก์-เช่าซื้อ-หุ้นอิงกำลังซื้อภายใน
Updated 1 day ago
Follow Us