รู้จัก Operation Twist กลยุทธ์สะกด “Bond Yield” พุ่ง ที่สหรัฐฯ เคยใช้มาแล้ว 2 ครั้ง กระทบหุ้น–ตราสารหนี้อย่างไร?

เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรง “Operation Twist” (OT) จึงกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง เพราะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สหรัฐฯ เคยใช้เพื่อช่วยลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาว


แล้ว Operation Twist คืออะไร มีผลต่อตลาดการเงินอย่างไร?


Operation Twist คืออะไร?

Operation Twist คือการปรับโครงสร้างการถือครองพันธบัตร โดยเพิ่มน้ำหนักไปยังพันธบัตรระยะยาว และลดการถือครองพันธบัตรระยะสั้น เพื่อช่วยกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวลง หรืออธิบายง่ายๆ คือ ขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อนำเงินไปซื้อพันธบัตรระยะยาวนั่นเอง


กลไกหลัก คือ ซื้อพันธบัตรมากขึ้น → ราคาพันธบัตรเพิ่มขึ้น → Bond Yield ลดลง


ดังนั้น เมื่อมีแรงซื้อพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น ราคาพันธบัตรก็จะสูงขึ้น และทำให้ Bond Yield ระยะยาวลดลง ขณะเดียวกัน การลดการถือครองพันธบัตรระยะสั้นจะทำให้ Yield ในแต่ละช่วงอายุเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เส้นอัตราผลตอบแทน หรือ Yield Curve เกิดการ “บิดตัว” จึงเป็นที่มาของคำว่า Twist


จุดสำคัญคือ OT ไม่ได้เน้นเพียงการทำให้ดอกเบี้ยลดลง แต่เป็นการปรับโครงสร้างอัตราผลตอบแทนระหว่างพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาว


สหรัฐฯ เคยใช้มาแล้ว 2 ครั้ง

OT ไม่ใช่เครื่องมือใหม่ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เคยใช้แนวทางนี้ครั้งแรกในปี 1961 และครั้งต่อมาในปี 2011 โดยเป้าหมายในเวลานั้นคือการลดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เพื่อช่วยลดต้นทุนการกู้ยืมและสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงที่การฟื้นตัวยังเปราะบาง


โดย OT จะเป็นการปรับโครงสร้างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรเป็นหลัก แตกต่างจาก Quantitative Easing (QE) ที่เป็นการอัดฉีดเพิ่มสภาพคล่องข้าสู่ระบบ


ทำไมต้องใช้เมื่อ
Bond Yield พุ่ง?

Bond Yield ระยะยาวไม่ได้ขึ้นอยู่กับดอกเบี้ยนโยบายของ Fed เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหลายปัจจัยที่ส่งกระทบทั้งอัตราเงินเฟ้อ ความคาดหวังต่อดอกเบี้ยในอนาคต ปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาล และความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลังของสหรัฐฯ


เมื่อ Bond Yield ระยะยาวปรับขึ้นแรง ต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือนก็มีแนวโน้มสูงขึ้นตาม เพราะอัตราดอกเบี้ยระยะยาวจำนวนมากอ้างอิงกับผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล


ดังนั้น การเข้าไปเพิ่มความการในพันธบัตรระยะยาว จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยพยุงราคาพันธบัตรและลดแรงกดดันต่อ Yield


กระทบตลาดตราสารหนี้อย่างไร
?

สิ่งที่ตลาดต้องการเห็นคือ Bond Yield ระยะยาวลดลง หากแรงซื้อพันธบัตรระยะยาวเพิ่มขึ้น ราคาพันธบัตรจะได้รับแรงหนุน และ Yield มีโอกาสปรับตัวลง ซึ่งจะเป็นบวกต่อผู้ที่ถือครองพันธบัตรอยู่ โดยเฉพาะตราสารหนี้ที่มี Duration สูง ซึ่งอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของ Yield มากกว่า


อย่างไรก็ตาม OT ไม่สามารถควบคุม Bond Yield ได้ทั้งหมด เพราะ Yield ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐาน เช่น เงินเฟ้อ เศรษฐกิจ และสถานะการคลังของรัฐบาล หากปัจจัยเหล่านี้ยังผลักดัน Yield ขึ้น มาตรการซื้อพันธบัตรก็อาจช่วยลดแรงกดดันได้เพียงบางส่วน


แล้วตลาดหุ้นล่ะ
?

สำหรับตลาดหุ้น ผลกระทบสำคัญจะส่งผ่าน Bond Yield ไปสู่ต้นทุนการเงิน และไปยัง มูลค่าหุ้น


หาก Bond Yield ระยะยาวลดลง ต้นทุนทางการเงินมีโอกาสผ่อนคลายและ Discount Rate ที่ใช้ประเมินมูลค่าหุ้นก็ลดลงตาม โดยเฉพาะหุ้น Growth ที่มีกระแสเงินสดและกำไรคาดการณ์อยู่ในอนาคต ซึ่งมักมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย


ในทางกลับกัน หาก Bond Yield ยังปรับตัวขึ้นต่อ ตลาดหุ้นก็อาจเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนเงินที่สูงขึ้นและการประเมินมูลค่าหุ้นที่ตึงตัว


ดังนั้น สิ่งที่ตลาดจับตาจากมาตรการลักษณะ OT จึงไม่ใช่แค่ซื้อพันธบัตรเท่าไร” แต่คือมาตรการดังกล่าวจะช่วยลดแรงกดดันของ Yield ระยะยาวได้มากแค่ไหน


ครั้งนี้สหรัฐฯ ใช้
Operation Twist หรือไม่?

แม้ปัจจุบัน Bond Yield ระยะยาวจะปรับขึ้นมาอยู่ในระดับสูง แต่สหรัฐฯ ไม่ได้ตัดสินใจใช้ Operation Twist แต่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศเพิ่มวงเงิน Treasury Buyback โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับพันธบัตรรัฐบาลรุ่นเก่าที่มีสภาพคล่องในตลาดรองต่ำ รวมถึงช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดพันธบัตรและบริหารการชำระหนี้


ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การเพิ่มวงเงิน Treasury Buyback อาจช่วยลด Bond Yield สหรัฐฯ ได้เพียงระยะสั้น เพราะปัจจัยกดดันหลัก โดยเฉพาะความกังวลด้านการคลังยังไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ Buyback ไม่ได้ช่วยลดหนี้สาธารณะ เนื่องจากรัฐบาลยังต้องกู้เพิ่มเพื่อชดเชยการขาดดุล


สรุป

Operation Twist (OT) เป็นการปรับโครงสร้างการถือครองพันธบัตร โดยเพิ่มน้ำหนักพันธบัตรระยะยาวและลดน้ำหนักพันธบัตรระยะสั้น เพื่อช่วยกด Bond Yield ระยะยาวลง


หาก OT สามารถช่วยให้ Yield ระยะยาวลดลงได้ ก็จะเป็นบวกต่อตลาดตราสารหนี้ และอาจช่วยผ่อนคลายแรงกดดันต่อตลาดหุ้นผ่านต้นทุนการเงินและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์


อย่างไรก็ตาม OT เพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำหนดทิศทาง Bond Yield ได้ทั้งหมด เพราะยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งเงินเฟ้อ เศรษฐกิจ นโยบายการเงิน และฐานะการคลังของสหรัฐฯ

Most Viewed
Stock of the Day
จับตา AAV ปิดรูด 14.58% ผวา AirAsia วิกฤตการเงิน หนี้ค้าง 7-8 พันลบ. เสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย แถมเสี่ยงสูงสุดหากตะวันออกกลางกลับมาปะทุ
Updated 1 day ago
Insurance
เปิดไลน์อัปสุดปัง! OCEAN LIFE ไทยสมุทรประกันชีวิต ขนทัพศิลปินดัง ร่วมงาน ‘SELF LOVE FESTIVAL’ ปักหมุดไปฮีลใจด้วยกัน 14-15 พ.ย. นี้
Updated 1 day ago
Insurance
เมืองไทยสไมล์คลับ จัดกิจกรรม Kiwamiya Exclusive Privilege มอบประสบการณ์แห่งความสุขและรอยยิ้ม ที่สุดแห่งความประทับใจ
Updated 1 day ago
News Highlight
MOTHER โค้งสุดท้ายปีสดใส ไฮซีซันท่องเที่ยวหนุนรายได้โต
Updated 1 day ago
News Highlight
ออริจิ้น เวอร์ติเคิล พร้อมเปิดสัมผัส SO Origin Siriraj คอนโดฯ Wellness Residential Design นิยามใหม่ของการออกแบบเพื่อสุขภาพและการใช้ชีวิต
Updated 1 day ago
Follow Us