“สามผ่าน”...ของการบริหารความเสี่ยง

ปัจจุบันหลังจากผู้คนได้รับผลกระทบ ในการใช้ชีวิตในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า มาเป็นเวลา เกือบ 2 ปี เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงเข้าใจและเข้าถึงหลักสัจธรรมกันมากขึ้น อย่างน้อยก็ได้เห็นว่า “ความไม่แน่นอนนั้นเกิดขึ้นได้เสมอ”


“เหตุการณ์ครั้งนี้ฉายภาพชัดถึง “ความเสี่ยง” ที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ การเจ็บป่วยจากโรค Covid-19 กับการขาดรายได้จากการทำงาน ทั้ง 2 เหตุการณ์นี้ ส่งผลกระทบต่อเงินออมของครอบครัว บางรายต้องจ่ายค่ารักษาเป็นหลักล้าน มีตัวอย่างมากมาย จนวันหนึ่งเมื่อคิดเรื่องวางแผนการเงินคำถามที่มักเกิดขึ้น คือ ฉันควรบริหารความเสี่ยงเรื่องการประกันภัยหรือไม่ จะเก็บเงินเองเพื่อรองรับเหตุการณ์เจ็บป่วยกะทันหัน หรือทำประกันสุขภาพ ทำประกันชีวิต”


ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของหัวข้อ “สามผ่าน” ของการบริหารความเสี่ยง เพื่อใช้เป็นหลักในการพิจารณา


กฎข้อที่1: ไม่ควรยอมรับความเสี่ยงโดยปราศจากมาตรการในการบริหารความเสี่ยงรองรับ เพราะผลกระทบต่อการยอมรับความเสี่ยง อาจทำให้เกิดความสูญเสียทางการเงินที่สูงเกินกว่าจะจัดการได้ เช่น การเจ็บป่วยที่ต้องพักรักษาตัวนานๆ ทั้งจากโรคร้ายแรงหรืออุบัติเหตุ การเสียชีวิตที่ไม่เพียงแต่ทำให้รายได้หยุดชะงักทันที แต่อาจหมายถึง ความเป็นอยู่ของผู้ที่อยู่ในอุปการะ อาจได้รับผลกระทบ อนาคตการศึกษาของบุตรหลาน


“จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการบริหารความเสี่ยงมารองรับ เช่น การทำประกันที่มีวงเงินมากพอที่จะทำให้ผู้ที่อยู่ในความรับผิดชอบ สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไม่ลำบากจนเกินไป”


กฎข้อที่2: คำนึงถึงโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงใดๆ จะมีผลกระทบต่อต้นทุน ในการบริหารความเสี่ยง จึงต้องพิจารณาข้อนี้ เช่น เหตุการณ์ที่มีโอกาสเกิดสูง ต้นทุนบริหารความเสี่ยงก็จะสูงตาม คนที่มีโอกาสประสบอุบัติเหตุสูงกว่า เนื่องจากการประกอบอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เบี้ยประกันอุบัติเหตุก็จะสูงกว่าอาชีพที่มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุน้อยกว่า คนมีอายุมากเบี้ยประกันสุขภาพก็จะถูกปรับขึ้น เพราะโอกาสการเกิดโรคสูงกว่าตอนอายุน้อย


“หากพิจารณาดูแล้วไม่สามารถรับอัตราเบี้ยประกันที่สูงได้ จำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การดูแลสุขภาพให้ดี เพื่อยืดเวลาการเจ็บป่วย หรือการใช้สวัสดิการอื่นๆ ที่ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า โดยยอมรับความแตกต่างและผลการตัดสินใจ เนื่องจากไม่สามารถรับต้นทุนที่สูงได้ หรือต้องการประหยัด”


กฎข้อที่3: คำนึงถึง “ต้นทุน” โดยเปรียบเทียบกับ “มูลค่าความคุ้มครอง” การบริหารความเสี่ยงควรคำนึงถึงต้นทุนที่จะใช้ในการบริหารความเสี่ยงสำหรับแต่ละทางเลือก โดยเปรียบเทียบผลลัพธ์ที่ได้ ในลักษณะ การวิเคราะห์ต้นทุนและผลประโยชน์ ( Cost/Benefit analysis)


“เป็นการให้ความสำคัญกับทางเลือกที่มีต้นทุนเหมาะสมกับความคุ้มครองความเสียหาย เช่น การทำประกันอัคคีภัยบ้านหรือร้านค้า เมื่อเปรียบเทียบเบี้ยประกันที่ค่อนข้างต่ำกับมูลค่าความคุ้มครองที่ค่อนข้างสูง หากเกิดเหตุขึ้น จะได้รับการชดเชย ก็ควรตัดสินใจทำประกันภัย  การทำประกันบ้านก็เช่นกัน ดูอัตราเบี้ยต่อทุนประกันที่รับได้”


“การบริหารความเสี่ยง” ควรนำกฎทั้ง 3 ข้อมาพิจารณาร่วมกันอย่างรอบคอบ พิจารณาถึงผลดีผลเสียและผลกระทบที่ตามมา สำหรับแต่ละทางเลือก ทั้งนี้ปัจจัยร่วมสำคัญในการตัดสินใจ ยังมีเรื่องของความสามารถในการชำระเบี้ยประกัน การให้ความสำคัญกับผลกระทบที่เกิดขึ้น ความเข้าใจในแต่ละเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น





การประกันภัย...เป็นทางเลือกที่ดีทางเลือกหนึ่งในการบริหารความเสี่ยง แต่อาจไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทุกๆ เหตุการณ์”


ตัวอย่างการพิจารณา  คำถาม : ฉันเป็นผู้หญิง อายุ 35 ปีจำเป็นต้องทำประกันโรคร้ายแรงไหม


กฎข้อที่1: ไม่ควรยอมรับความเสี่ยงโดยปราศจากมาตรการในการบริหารความเสี่ยงรองรับ


ค่ารักษาโรคร้ายแรง มีตั้งแต่ประมาณ 200,000 บาท ถึงมากกว่า 10,000,000 บาท แล้วแต่ลักษณะโรค ความรุนแรงของอาการ สถานที่ วิธีการที่รักษาและสถานที่ที่ใช้ฟื้นฟูร่างกาย ผลจากการยอมรับความเสี่ยง หากต้องประสบโชคร้ายเป็นโรคร้ายแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการงานอาชีพ รายได้ อีกทั้งต้องมีค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ส่งผลให้ตนเองและครอบครัวเดือดร้อนทางการเงินได้ แม้จะมีเงินออมเผื่อเหตุการณ์นี้ไว้ ก็อาจไม่เพียงพอ ซ้ำร้ายบางกรณีอาจนำเงินเพื่อเป้าหมายอื่นมาใช้ เช่น ดึงเอาเงินออมเพื่อการศึกษาบุตรมาใช้เพื่อรักษาตัว เมื่อมีปัญหาการเงินย่อมส่งผลต่อจิตใจทำให้อ่อนแอและมีความเครียดเพิ่มขึ้น


กฎข้อที่2: คำนึงถึงโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง


แม้คนไทยในยุคปัจจุบันหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้นทั้งเรื่องอาหาร การออกกำลังกาย แต่กลับพบว่ามีผู้ป่วยโรคร้ายแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน เนื่องจากมีสาเหตุอีกมากมายที่ทำให้คนป่วยได้ เช่น การใช้ยาผิดประเภท พันธุกรรม ความเครียด สารเคมี อากาศ เป็นต้น


“จะพบว่าบางสาเหตุความเสี่ยงเราไม่สามารถควบคุมหรือหลีกเลี่ยงได้เลย บางคนจึงดูแล้วเหมือนจะมีความเสี่ยงน้อย โอกาสเกิดโรคร้ายแรงน้อย แต่กลับเป็นโรคร้ายแรงตั้งแต่อายุยังน้อย แสดงว่า ความเสี่ยงยังคงอยู่ มีทุกคนแม้ถือว่าโอกาสเกิดน้อยแต่ผลกระทบมีมาก ปัจจุบันอัตราเบี้ยยังถือว่าค่อนข้างต่ำ อนาคตหากยังมีการเพิ่มปริมาณผู้ป่วยโรคร้ายแรง อาจมีการพิจารณาเพิ่มอัตราเบี้ยก็เป็นได้”


กฎข้อที่3: คำนึงถึงต้นทุนโดยเปรียบเทียบกับความคุ้มครอง


ยกตัวอย่างแบบประกันโรคร้ายแรงสำเร็จรูป  ซึ่งมีอัตราเบี้ยประกันคงที่ตลอดสัญญา


ชำระเบี้ยประกันภัย 20 ปี คุ้มครองชีวิตหรือโรคร้ายแรงทุนประกัน 1,000,000 บาท ตลอดชีพ ผู้หญิงอายุ 35 ปี เบี้ยประกัน 36,280 บาทต่อปี กรณีต้องการหยุดสัญญาหรือเวนคืนกรมธรรม์ ณ.อายุ 70 ปี จะได้รับเงินสดคืน 751,000 บาท จะเห็นว่าใช้เงินค่าเบี้ยประกันจำนวนน้อย แต่ได้รับความคุ้มครองจำนวนมาก กรณีมีความจำเป็นต้องเวนคืนกรมธรรม์ ก็ยังได้รับเงินสดคืนเป็นสภาพคล่องได้ทันที เปิดโอกาสให้คนที่ต้องการบริหารเงิน นำเงินไปลงทุนต่อยอดความมั่งคั่ง เพราะไม่ต้องสำรองเงินสดก้อนใหญ่ไว้นั้นเอง


บทสรุปตัวอย่างการพิจารณาว่าจำเป็นต้องทำประกันโรคร้ายแรงหรือไม่ ผ่าน “กฎการบริหารความเสี่ยง” ทั้งสามข้อ ข้างต้น คือ ควรใช้การทำประกันเพื่อรองรับความเสี่ยง ไม่ควรยอมรับความเสี่ยงไว้เอง


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

ทรงลักษณ์  จันทโชติ 

ที่ปรึกษาการเงิน AFPTTM

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 1 day ago
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
Updated 4 hours ago
Stock of the Day
TU ฉลอง 10 ปี กลยุทธ์ “Sea Change” ชี้เชื่อมโยงการเงิน-ความยั่งยืนถึง 75% ลุยกุ้งคาร์บอนต่ำ ดัน Net Zero ในปี 2030
Updated 3 hours ago
Stock of the Day
SpaceX ฉีกธรรมเนียม IPO เคาะราคาขาย 135 ดอลลาร์ล่วงหน้า จำนวน 555.5 ล้านหุ้น ก่อนโรดโชว์ ตลาดจับตาราคาไฟนอล 11 มิ.ย. นี้
Updated 1 hour ago
Follow Us