Official Update :

ลงทุนอย่างไร...ในยุคโควิด 19 (ตอนที่ 1)

จากนี้ไปโรคติดเชื้อ “ไวรัสโคโรนา (โควิด- 19)” อาจกลายเป็น “โรคประจำถิ่น (endemic)ที่อยู่กับเราตลอดเหมือน “ไข้หวัดใหญ่” หรือ “ไข้เลือดออก” (ข้อมูลอ้างอิงจาก WHO) ทำให้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ประจำวันของประชาคมโลกเปลี่ยนแปลงไป


ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing) หรือรูปแบบการทำงานจากที่บ้าน หรือ Work from Home ทำให้การทำงานหรือเรียนในรูปแบบ Online เป็นรูปแบบวิถีชีวิตใหม่ที่เราต้องเจอ และงานด้านสาธารณสุขกลายเป็นวาระสำคัญของโลก เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศด้านการแพทย์ ร่วมถึงการจัดระเบียบโลกใหม่ที่จะมีการพึ่งพาภายในภูมิภาคมากขึ้น


“บทบาทของเศรษฐกิจดิจิทัลที่จะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คนที่เร็วขึ้นพร้อมกับวิถีชีวิตที่ยืดหยุ่นมากขึ้น วิกฤติการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก่อให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ และส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างชัดเจน เมื่อโลกเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงมหาศาลขนาดนี้ โลกแห่งการลงทุนในยุคโควิด-19 ย่อมมีผลกระทบตามมาเช่นกัน”


ตั้งแต่โควิด-19 แพร่ระบาดทั่วโลก ก่อให้เกิด “ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ (Recession) ซึ่งส่งผลกระทบทุกอุตสาหกรรมทั่วโลก ภาคธุรกิจใดที่ฟื้นตัวได้เร็ว หรือได้ประโยชน์จากโควิด-19 ก็จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้ ทั้งนี้การปรับตัวขึ้นลงของราคาหุ้นก็จะผูกเข้ากับสภาพเศรษฐกิจ ดังนั้นเมื่อเราอยู่ในภาวะวิกฤติ เป็นเรื่องธรรมดามากที่ตลาดจะมีการผันผวนสูง คำถามคือ เราจะรับมือกับการลงทุนในสถานการณ์นี้ได้อย่างไร





ก่อนที่เราจะตอบคำถามนี้ได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทราบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมใดเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ “ได้ประโยชน์” หรือ “เสียประโยชน์” จากโควิด-19 และกลุ่มอุตสาหกรรมใดบริษัทใดที่ปรับตัวได้คือผู้ที่อยู่รอด สำหรับโลกที่เข้าสู่ยุคดิจิตัล ได้รับแรงผลักดันจากโควิด-19 ซึ่งเป็นปัจจัยให้โลกก้าวเข้ายุคดิจิตัลอย่างรวด  ดังนั้นบริษัทที่ต้องปรับตัว จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมากยิ่งขึ้น


“เทคโนโลยีจึงเป็นตัวแปรที่สำคัญ ที่ก่อให้เกิดความความสามารถในการแข่งขัน การลงทุนก็เช่นกัน นักลงทุนต้องปรับตัว โดยสรรหา คัดเลือก กลุ่มอุตสาหกรรม และบริษัท ที่อยู่ ‘เทรนด์โลก อุตสาหกรรมใดที่ได้รับผลกระทบเชิงบวก ส่งผลต่อการขึ้นลงของราคาอย่างชัดเจน ดังนั้นนักลงทุนควรการกระจายความเสี่ยงบนเทรนด์ของโลก จึงมีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีและปลอดภัยกว่า  สำหรับบทความนี้ขอแนะนำตัวชี้วัดการลงทุนอย่างยั่งยืน”


วิธีทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ต้องคำนึงถึง การให้น้ำหนักกับ “การลงทุนอย่างยั่งยืน” โดยที่ผ่านมา  ESG เป็นเครื่องมือที่นักลงทุนจากสถาบันการเงินต่างๆ ใช้ประเมินบริษัทในช่วงที่ผ่านมา และมีแนวโน้มว่าจะได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ


ESG คือกรอบการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึง

E: Environmental สิ่งแวดล้อม

S: Social สังคม

G: Governance บรรษัทภิบาล


โดยปัจจัยทั้ง 3 นี้ สามารถชี้วัดความสามารถในการแสวงหาผลประโยชน์ในระยะยาวของบริษัท ซึ่งแตกต่างจากเดิมในยุคก่อน New Normal ที่ลงทุนมักจะให้ความสนใจเพียง 2 ปัจจัยชี้วัดดั้งเดิมที่บ่งบอกถึงความสามารถในการแสวงหาผลประโยชน์ของบริษัทในระยะสั้นเท่านั้น  คือ กำไร และการจัดการความเสี่ยง 


สำหรับแนวคิดเรื่อง ESG เป็นแนวคิดในโลกของการทำธุรกิจยุคใหม่ เพราะการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่เกิดขึ้น ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งแวดล้อม สังคม และไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดียวโดยไม่กระทบต่อโลกภายนอก ธุรกิจสมัยใหม่จึงต้องคำนึงถือผู้มีส่วนได้เสียหลากหลาย ( Multi-Stakeholder)


“ดังนั้นนักลงทุนควรให้น้ำหนักการลงทุนอย่างยั่งยืน เพราะการลงทุนในบริษัทที่มี ‘ESG ที่ดี จะสามารถจำกัดผลกระทบ และสร้างสมดุลในการอยู่ร่วมกันระหว่างบริษัทและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสังคม ซึ่งก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มโอกาสการอยู่รอดและสร้างผลกำไรในระยะยาวได้นั่นเอง”


ท่ามกลางความผันผวนหรือการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว การคัดเลือกบริษัทที่มี “ESG” คือทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนเพื่อใช้เป็นปัจจัยในการคัดเลือกสินทรัพย์เข้าพอร์ตลงทุน


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

พิมพ์ลพัส คงเจริญนิวัติ

ที่ปรึกษาการเงิน AFPT