Official Update :

คำถามของ “นักลงทุนหน้าใหม่”-คิดกำไรขาดทุนอย่างไร?

จากการที่ผู้เขียนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลบัญชีหรือมาร์เก็ตติ้ง พบว่าหนึ่งในคำถามที่นักลงทุนที่เพิ่งเริ่มเข้ามาในตลาดมักจะสงสัยคือเล่นหุ้นแล้วได้กำไรเท่าไหร่ คิดกำไรอย่างไรผู้เขียนจะขออธิบายโดยใช้ตัวอย่าง และเพื่อความเข้าใจเราจะสมมุติว่าราคาที่ซื้อขายเป็นราคาที่หักลบค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมแล้วนะคะ

ถ้าถามว่าซื้อหุ้นในราคา 80 บาท แล้วขายในราคา 100 บาท จะได้กำไรกี่เปอร์เซ็นต์ แน่ละได้กำไร 20 บาท  แต่เท่ากับกี่เปอร์เซ็นต์ล่ะในส่วนนี้มีวิธีคิดสองวิธีคือคิดกำไรจากการลงทุน และคิดกำไรจากการขาย

  • วิธีคิดกำไรจากการลงทุน คือ เปอร์เซ็นต์กำไรจะเท่ากับกำไรที่ได้รับหารด้วยเงินที่ได้ลงทุนไป

การคิดวิธีนี้จะได้กำไรเท่ากับ 20/80 หรือ 25%

  • วิธีคิดกำไรจากการขายคือ เปอร์เซ็นต์กำไรจะเท่ากับกำไรที่ได้รับหารด้วยเงินที่ได้จากการขาย

การคิดวิธีนี้จะได้กำไรเท่ากับ 20/100 หรือ 20%

ในฐานะที่เป็น “นักลงทุน” เราจะใช้วิธีแรกคือได้กำไรจากการลงทุน 25%

ถ้าจำนวนหุ้นที่ซื้อกับจำนวนหุ้นที่ขายเท่ากัน นักลงทุนสามารถนำเงินที่ได้จากขายลบเงินที่จ่ายไปตอนซื้อหุ้นได้กำไรเป็นบาทแล้วนำไปหาเป็นเปอร์เซ็นต์ได้เลย แต่ถ้าจำนวนหุ้นที่มีกับจำนวนหุ้นที่ขายไม่เท่ากัน มีการทยอยซื้อ มีการแบ่งขาย การคิดกำไรขาดทุนจะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

โดยทั่วไปเมื่อมีการซื้อหุ้นระบบของตลาดหลักทรัพย์จะแสดงราคาต้นทุนที่เป็น ‘ต้นทุนเฉลี่ย’ โดยคิดว่าต้นทุนเฉลี่ยของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจะเท่ากับเงินที่จ่ายไปในการซื้อหุ้นตัวนั้นหารด้วยจำนวนหุ้นที่ซื้อมาได้ แต่เมื่อเราขายหุ้นออกไป ระบบจะทำการคิดกำไรโดยคิดว่าหุ้นที่ซื้อมาก่อนจะต้องถูกขายออกไปก่อน เราเรียกการคิดวิธีนี้ว่าคิดแบบ ‘ซื้อก่อนขายก่อน’ หรือ ‘First in first out’ ในส่วนนี้จะขออธิบายโดยใช้ตัวอย่าง การซื้อขายหุ้น XYZ ทั้งหมด 6 ครั้ง

  • ครั้งที่1 ซื้อ100 หุ้น ราคาหุ้นละ 80 บาท จ่ายเงิน 8,000 บาท
  • ครั้งที่2 ซื้อ100 หุ้น ราคาหุ้นละ 90บาท จ่ายเงิน 9,000บาท
  • ครั้งที่ 3 ซื้อ 200 หุ้น ราคาหุ้นละ 100 บาท จ่ายเงิน 20,000 บาท
  • ครั้งที่ 4 ขาย 300 หุ้น ราคาหุ้นละ 92 บาท รับเงิน 27,600 บาท
  • ครั้งที่ 5 ซื้อ 400 หุ้น ราคาหุ้นละ 85 บาท จ่ายเงิน 34,000 บาท
  • ครั้งที่ 6 ขาย 500 หุ้น ราคาหุ้นละ 90 บาท รับเงิน 45,000 บาท

การซื้อหุ้นครั้งแรก 100 หุ้น ราคาหุ้นละ 80 บาท จ่ายเงินไป 8,000 บาท เมื่อซื้อครั้งที่2 อีก 100 หุ้น ราคาหุ้นละ 90 บาท มีหุ้นรวมกัน 200 หุ้น จ่ายเงินเพิ่มอีก 9,000 บาท รวมกับเงินที่จ่ายเดิมเป็น 8,000บาทเป็น 17,000 บาทคิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 85 บาท

ซื้อครั้งที่3 ซื้อเพิ่มอีก 200 หุ้นที่ราคา 100 บาท รวมกับของเดิมเป็น 400 หุ้น จ่ายเงินเพิ่มอีก 20,000 บาท ต้นทุนรวม17,000+20000 = 37,000 บาท ต้นทุนเฉลี่ยเท่ากับ 92.50 บาท ต่อหุ้น

“ตรงนี้จะสังเกตได้ว่า ถ้าราคาหุ้นที่ซื้อเข้ามาใหม่สูงกว่าต้นทุนเฉลี่ยเดิม ต้นทุนเฉลี่ยใหม่ก็จะสูงขึ้น แต่ถ้าราคาหุ้นที่ซื้อเข้ามาใหม่ต่ำกว่า ต้นทุนเฉลี่ยใหม่จะต่ำลงเช่นกัน”

ในวันที่ราคาหุ้น XYZ ซื้อขายกันที่ 92 บาท ระบบจะแสดงว่าขาดทุน 200 บาท หรือ ขาดทุน 0.54% นั่นคือระบบจะคิดว่าถ้าขายหุ้นทั้งหมด 400 หุ้นที่มีในราคาหุ้นละ 92 บาท จะได้เงิน 36,800 บาท ซึ่งจะทำให้ขาดทุน 36,800 - 37,000= -200 บาท ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวเลขที่จะทำให้ทราบสถานะของหุ้นในพอร์ตเท่านั้น ถ้ายังไม่มีการขายหุ้นออกไป ก็จะยังไม่มีผลกำไร/ขาดทุนแต่อย่างใด หรือที่เรียกว่า ‘กำไร/ขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง’

ถ้าขายหุ้นไป จำนวน 300 หุ้น ที่ราคา92.00 บาท ได้เงินรวม 27,600 บาท จะ ‘กำไร’ หรือ ‘ขาดทุน’

พอถึงตรงนี้ ระบบจะคำนวณกำไรโดยคิดว่าขายหุ้น 300 หุ้นแรกที่ซื้อมาก่อนออกไปก่อน นั่นคือหุ้นที่ซื้อครั้งที่1 เท่ากับ 100 หุ้น หุ้นที่ซื้อครั้งที่2 เท่ากับ 100หุ้น และอีก 100 หุ้น ของหุ้นที่ซื้อครั้งที่3 คิดเป็นต้นทุนที่ซื้อมา 8,000 , 9,000 และ 10,000 บาท ตามลำดับ รวมเป็น 27,000 บาท

“การขายหุ้นในครั้งนี้จะได้กำไรเท่ากับ  27,600 - 27,000 เท่ากับ 600 บาท คิดเป็นกำไร 600/27,000 เท่ากับ 2.22%”

เดิมมี 400 หุ้น เมื่อขาย 300 หุ้นไป แล้ว จะเหลือ 100 หุ้น ซึ่งเป็นหุ้นจากการซื้อครั้งที่3 ต้นทุนเท่ากับ 10,000 บาท หรือเฉลี่ยหุ้นละ 100 บาท ในวันที่หุ้น XYZ ซื้อขายกันที่หุ้นละ 92 บาท ระบบจะแสดงว่าขาดทุน = 9,200 - 10,000 = -800 บาท หรือ -8%

ต่อมาถ้าราคาหุ้นในตลาดปรับตัวลดลงเหลือ 85 บาท และนักลงทุนซื้อเข้ามาใหม่ 400 หุ้น โดยจ่ายเงินเพิ่ม 34,000 บาท จำนวนหุ้นในพอร์ตจะเพิ่มขึ้นเป็น 500 หุ้น ต้นทุนรวม 10,000+34,000 = 44,000 บาท ต้นทุนเฉลี่ยจะลดลงเหลือ 88 บาท ตรงนี้เองที่นักลงทุนบางท่านเรียกว่า ‘ซื้อถัว’ หรือ ‘ซื้อเฉลี่ย’ ให้ราคาเฉลี่ยต้นทุนที่ลดลง

“ถ้าขายหุ้นที่เหลือ 500 หุ้นนี้ ในราคา 90 บาท จะทำให้ได้กำไร 45,000 – 44,000 = 1,000 บาท หรือคิดเป็นกำไร 2.27% และไม่มีหุ้นเหลืออยู่ในพอร์ตเลย”

ที่อธิบายมาทั้งหมดเป็น ‘หลักการคิดกำไรขาดทุน’ สำหรับหุ้นเพียงตัวเดียว ถ้านักลงทุนมีหุ้นในพอร์ตหลายตัวให้แยกคิดทีละตัว โดยใช้วิธีคิดเดียวกันนี้ ทั้งนี้ตัวเลขจริงอาจจะดูยากกว่าตัวอย่างเล็กน้อย เพราะนอกจากราคาหุ้นแล้วยังมี ‘ค่าธรรมเนียม’ และ ‘ค่าใช้จ่าย’ ที่เพิ่มเข้ามาทำให้เป็นตัวเลขที่ไม่เป็นจำนวนเต็ม แต่ทั้งนี้ “นักลงทุนมือใหม่” ทั้งหลายไม่ต้องกังวล เราเข้าใจหลักการคิดไว้เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้น ส่วนการคำนวณต้นทุนระบบจะคำนวณและรายงานให้นักลงทุนเอง

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ [email protected],สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th