ทำธุรกิจด้วยภาษีแบบไหนดี (ตอนที่ 2)

ในบทความ “ตอนที่ 1” เราได้ทำความเข้าใจเรื่อง “การคำนวณภาษีเงินได้” จากการทำธุรกิจในรูปแบบ บุคคลธรรมดา และ นิติบุคคลกันแล้ว แต่เนื่องจากกำไรหลังภาษีของนิติบุคคลยังเป็นของนิติบุคคล (ยังมิได้เป็นของบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของนิติบุคคลนั้นๆ)


“ถ้าเจ้าของ มีแผน ที่จะนำผลกำไรไปลงทุนต่อในธุรกิจเพื่อสร้างความเติบโต การพิจารณาเปรียบเทียบผลกำไรหลังภาษีของการประกอบธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอย่างที่ได้นำเสนอในบทความตอนที่ 1 นั้นเป็นการเปรียบเทียบที่เหมาะสม”



 



แต่ถ้าเจ้าของ ไม่ได้มีแผน ที่จะนำผลกำไรไปลงทุนต่อในธุรกิจ แต่ต้องการนำผลกำไรจากธุรกิจมาใช้จ่ายส่วนตัว เราควรต้องพิจารณาถึง ภาระภาษีที่จะเกิดขึ้นจากการจ่ายผลกำไรนั้นออกมาด้วย ซึ่งรูปแบบที่นิยมใช้ในการจ่ายผลกำไรของนิติบุคคล (ที่จัดตั้งในรูปแบบบริษัท) คือ “เงินปันผล” ซึ่งเมื่อบุคคลธรรมดาที่เป็นเจ้าของธุรกิจได้รับเงินปันผลจากบริษัทต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินปันผลนั้น


“ดังนั้นภาระภาษีรวมของการทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลจนเงินถึงมือผู้เป็นเจ้าของ จึงเท่ากับภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการประกอบธุรกิจ (ภาษีต่อที่ 1) บวกกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินปันผลที่เจ้าของได้รับจากธุรกิจ (ภาษีต่อที่ 2)”







การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกี่ยวเนื่องกับการได้รับเงินปันผล บุคคลธรรมดาผู้เป็นเจ้าของธุรกิจสามารถเลือกเสียภาษีได้ 2 วิธี คือ


1.โดยการให้หักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 10% และไม่นำเงินปันผลไปรวมคำนวณภาษีเงินได้ประจำปี โดยถือว่าภาษีที่หัก ณ ที่จ่ายไว้เป็น Final tax


2.โดยการนำไปคำนวณภาษีเงินได้ประจำปีพร้อมกับเงินได้อื่น (ถ้ามี) โดยผู้มีเงินได้จะได้รับ เครดิตภาษีเงินปันผลซึ่งต้องนำเครดิตภาษีเงินปันผลมารวมเป็นรายได้เพื่อคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในอัตราก้าวหน้า (0% - 35%) เมื่อคำนวณภาษีได้เท่าใดจึงจะสามารถนำเครดิตภาษีเงินปันผลและภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 10% มาหักออกจากภาษีที่คำนวณได้ โดยสูตรการคำนวณเครดิตภาษีเงินปันผล คือ






“ซึ่งเครดิตภาษีเงินปันผลนั้นมีเพื่อให้เกิด ความเท่าเทียมของภาระภาษี ไม่ว่าจะทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดา (ซึ่งเจ้าของเสียภาษีต่อเดียว) หรือนิติบุคคล (ซึ่งเจ้าของเสียภาษี 2 ต่อ คือ ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเงินปันผล) นั่นเอง โดยผู้เขียนได้นำตัวอย่างการทำธุรกิจซื้อมาขายไปในบทความตอนที่ 1 มาคำนวณภาระภาษีโดยรวมดังแสดงในตารางข้างล่างนี้”





จากตารางข้างบนจะพบข้อสังเกตดังนี้

1.ภาระภาษีรวม กรณีทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลและเลือกนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปี จะเท่ากับภาระภาษีกรณีทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาโดยเลือกหักค่าใช้จ่ายจริง ทั้งนี้เป็นผลจาก เครดิตภาษีเงินปันผล ตามที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น


2.การคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในข้อ 1 ยังไม่ได้รวมการหักค่าลดหย่อน ถ้ามีการหักค่าลดหย่อน ภาษีรวมกรณีทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลและเลือกนำเงินปันผลมารวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสิ้นปีหรือภาษีกรณีทำธุรกิจในรูปแบบบุคคลธรรมดาจะน้อยลง


3.ภาระภาษีรวม กรณีทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลจะมีข้อได้เปรียบในกรณีที่ธุรกิจมีผลกำไรที่มาก ทำให้ฐานภาษีเงินได้สูง ซึ่งเจ้าของธุรกิจสามารถเลือกที่จะเสียภาษีเงินปันผลโดยการถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ 10% เป็น Final tax ทำให้เป็นการ lock อัตราภาษีโดยรวมไว้ไม่ให้เกิน 28% ของกำไร (คือ กำไร 100 บาท เสีย CIT ไม่เกิน 20 บาท เหลือจ่ายเงินปันผล 80 บาท เสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 8 บาท จึงเสียภาษีโดยรวมไม่เกิน 28 บาท หรือ 28% ของกำไร) ในขณะที่อัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดที่ 35%


“ดังนั้น ถ้ามองแต่เฉพาะ เรื่องภาษีเงินได้ นั้น การทำธุรกิจในรูปแบบ นิติบุคคลจะเสียภาษีเท่ากับหรือน้อยกว่าการทำธุรกิจในรูปแบบ บุคคลธรรมดา เว้นแต่ธุรกิจนั้นมีอัตรากำไรที่สูงมากและกฎหมายยอมให้หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาที่มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง”


บ่อยครั้งที่ผู้เขียนได้ฟังเจ้าของธุรกิจโอดครวญว่าภาษีที่ประหยัดได้จากการทำธุรกิจในรูปแบบนิติบุคคลยังไม่พอกับค่าใช้จ่ายดำเนินการที่ต้องเสียมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าจดจัดตั้ง, ค่าทำบัญชี, ค่าสอบบัญชี ฯลฯ ผู้เขียนจึงอยากแนะนำว่าอย่ามองเพียงแค่เรื่องของภาระภาษีว่าจะทำธุรกิจในรูปแบบใด แต่ให้มองข้อดีข้อเสียในด้านอื่นๆ ด้วยอย่างครอบคลุม ค่ะ


บทความที่เกี่ยวข้อง : ทำธุรกิจด้วย ‘ภาษี’ แบบไหนดี (ตอนที่ 1)  https://bit.ly/3uhC8vc

ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่[email protected], สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th
ธัญญพัทธ์ วรวงษ์สถิตย์

CFA, CFP®