“โรคภัยไข้เจ็บ” ในยุคปัจจุบัน...กับ “การวางแผนประกันสุขภาพ”

การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” เชื่อว่าทุกคนคงเคยได้ยินประโยคนี้ และปรารถนาที่จะให้ตัวเรานั้นมีสุขภาพที่แข็งแรงเช่นกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่ก็หันมาใส่ใจและดูแลสุขภาพ เช่น ออกกำลังกาย ตรวจสุขภาพประจำปี ทานอาหารที่มีประโยชน์ แต่ “โรคภัยไข้เจ็บ” ในปัจจุบันก็มีมากขึ้นเช่นกัน รวมไปถึงโรคแปลกใหม่ที่นับวันยิ่งอาจจะมีความรุนแรง และสิ่งที่ตามมาก็คงไม่พ้นเรื่องของการรักษาพยาบาล ซึ่งค่ารักษาพยาบาลมีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี เนื่องจากการรักษามีความทันสมัยของเทคโนโลยี เครื่องมือ และยารักษา


“หากเราไม่ได้มีการเตรียมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไว้ หรือหากเตรียมไว้ ไม่เพียงพอ ก็อาจทำให้เงินออมหรือทรัพย์สินที่เราเก็บมาทั้งชีวิตเพื่ออนาคตถูกนำมาใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล ทำให้เป้าหมายทางการเงินที่เราคิดไว้ไม่เป็นไปตามฝันของเรา การวางแผนการประกันสุขภาพ จึงเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนทางการเงิน”


เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ บางท่านอาจยังไม่แน่ใจว่าแล้วเราควรทำ “ประกันสุขภาพ” หรือไม่ หรือถ้าต้องการทำ ควรทำมากน้อยเพียงใดและประกันสุขภาพแบบไหนที่เหมาะกับเรา จริงอยู่ว่า เราไม่สามารถกำหนดได้เลยว่าค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นนั้นอยู่ที่เท่าไร แต่เราจำเป็นต้องประมาณการค่าใช้จ่ายเพื่อเตรียมตัวไว้ เพราะฉะนั้นเราลองมาสำรวจตัวเราเองเพื่อเป็นแนวทางก่อนตัดสินใจในการทำประกันสุขภาพกัน


1.วิเคราะห์ตัวเองว่าเรามี “ความเสี่ยง” อะไรบ้าง

เราสามารถพิจารณาครอบครัวของเราว่ามีความเสี่ยงจากโรคใดที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้บ้าง (เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์) นอกจากนั้นอาจพิจารณาความเสี่ยงจากอาชีพการงานที่เราทำ (เช่น วิศวกรขุดเจาะน้ำมัน นักบิน) และความเสี่ยงในการใช้ชีวิต (เช่น ชอบเล่นกีฬาผาดโผน หรือมีความท้าทาย สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ชอบทานอาหารที่มีไขมันสูง) สิ่งเหล่านี้จะเป็นการประเมินในเบื้องต้นถึงความจำเป็นว่า เราควรจะมีประกันสุขภาพให้เหมาะสมกับการใช้ชีวิตของเราอย่างไร





2.“ค่ารักษาพยาบาล” ของโรงพยาบาลที่เราใช้บริการ

โรงพยาบาลที่เราเลือกส่วนใหญ่อาจเป็นโรงพยาบาลที่ใกล้บ้าน สะดวกต่อการเดินทาง หรือเป็นโรงพยาบาลที่เรามีความมั่นใจในเรื่องของการรักษาพยาบาลและบริการ สิ่งที่เราจะต้องรู้คือ “ค่าห้องพักผู้ป่วยใน” และ “ค่ารักษาพยาบาล” นอกจากนี้ส่วนที่เราควรให้ความสำคัญ คือ “ค่ารักษาโรคร้ายแรง” ต่างๆ โดยเราสามารถหาข้อมูลค่ารักษาพยาบาลได้ เพราะในปัจจุบันโรงพยาบาลได้จัดแพ็กเกจค่ารักษาโรคต่างๆ ไว้ เช่น แพ็กเกจการผ่าตัดหัวใจ  การรักษาโรคมะเร็ง


“เพราะว่าหากเกิดการเจ็บป่วยด้วยโรคทั่วๆ ไป เราอาจจ่ายค่ารักษาได้ แต่หากเกิดเป็นโรคร้ายแรง หรือมีความรุนแรงต่างๆ เช่น STROKE ซึ่งนับวันจะเกิดกับคนที่อายุน้อยลง โรคหัวใจ โรคทางด้านสมอง และอีกมากมาย ค่าใช้จ่ายในการรักษาก็สูงมากขึ้น จนอาจทำให้เราประสบปัญหาทางการเงินได้ ยกตัวอย่าง ผู้ป่วยเส้นเลือดหัวใจตีบ ต้องทำบอลลูนหัวใจ 2 เส้น ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน อยู่ที่ประมาณ 320,000 บาท ซึ่งค่าใช้จ่ายในด้านนี้ เราไม่สามารถต่อรองได้ อาจทำได้เพียงเปลี่ยนโรงพยาบาลเพื่อลดค่าใช้จ่าย แต่หากต้องใช้เวลาย้ายโรงพยาบาลนาน อาจทำให้การรักษาไม่ทันการ”


3.สำรวจสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลที่เรามีอยู่

ในส่วนสวัสดิการของทางภาครัฐที่มีให้กับบุคคลที่มีสัญชาติไทย และมีเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก และไม่มีสิทธิประกันสังคม หรือสวัสดิการของข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐอื่นๆ จะได้รับสวัสดิการ “ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า” มีสิทธิในในการเข้ารับบริการโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชน (บางแห่ง) ที่อยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ


ในส่วนของผู้ที่ทำงานบริษัท หรือมีนายจ้าง จะมีสวัสดิการของภาครัฐ คือ “ประกันสังคม” ซึ่งผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 3 เดือน จะมีสิทธิในการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาลตามบัตรรับรองสิทธิ์ ในกรณีที่เจ็บป่วยฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุก็สามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด


“และสำหรับพนักงานบริษัทส่วนใหญ่จะมีสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลสำหรับพนักงาน โดยกำหนดเป็นวงเงินที่สามารถเบิกได้ต่อครั้งและต่อปีไว้ หรือบางบริษัทอาจทำ ประกันสุขภาพแบบกลุ่ม ที่กำหนดค่ารักษาพยาบาลไว้ เช่น วงเงินค่ารักษาทั้งหมดต่อปี ค่าห้อง ค่าอาหาร ผู้ป่วยนอก ค่าทันตกรรม โดยเราจะได้รับความคุ้มครองในช่วงที่เราเป็นพนักงานบริษัทเท่านั้น หากเราเกษียณอายุออกจากบริษัทไปแล้ว ประกันสุขภาพก็จะหายไปด้วยเช่นกัน”


4.งบประมาณของเรา

การทำ “ประกันสุขภาพ” เราต้องมีการจ่ายเบี้ยประกันในทุกๆ ปีจึงจะได้รับความคุ้มครองในปีนั้นๆ ซึ่งเบี้ยประกัน มักปรับเพิ่มขึ้นตามช่วงอายุของผู้ทำประกัน เราควรพิจารณาถึงความสามารถในการชำระเบี้ยประกัน แนะนำว่า ไม่ควรเกิน 10-15%ของรายได้ของเรา เพื่อไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป


เมื่อประเมินข้อมูลเบื้องต้นทั้ง 4 ข้อแล้ว เราก็จะได้ทราบว่าเรา “มีความจำเป็น” ในการซื้อประกันสุขภาพหรือไม่ เพื่อที่เราจะได้มีประกันสุขภาพครอบคลุมและเหมาะสมกับตัวเรา “ประกันสุขภาพ” ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำได้ อย่ารอให้สายเกินไป เผื่อไว้ ไม่ใช้ ถือว่ากำไร หากต้องใช้ สบายใจ ทำให้เราไม่ต้องไปขอความช่วยเหลือจากใคร และยังไม่สะเทือนถึงเงินออมของเราด้วย


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th

แพรวพิรยา ศิริวัฒนาดิเรก

นักวางแผนการเงิน CFP®