Official Update :

คาด “เศรษฐกิจโลก” ปีนี้ฟื้นตัวดีขยายตัว 5.8%...อานิสงส์จากการเติบโตของ “สหรัฐ” เป็นหลัก !!!

ช่วงที่ผ่านมา ท่ามกลางการกลับมาระบาด “ระลอก 3” ของ COVID-19 ในไทย ทำให้หลายสำนักทยอยกันออกมาปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้ลงเหลือ 1.8-2.0% ไปตามๆ กัน


ล่าสุด “บลจ.บัวหลวง” ก็เป็นอีกค่ายที่ออกมาหั่นตัวเลข GDP ของไทยปีนี้ลงเหลือ 2.0% จากที่เคยมองไว้ช่วงต้นปี 3.8%


แต่ยังมองบวก ชี้แม้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวตามหลังประเทศอื่น แต่มีปัจจัยบวกจากภาครัฐใช้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ และการระดมฉีดวัคซีน ทำให้ไทยมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุนรับ Theme-การกลับมาเปิดประเทศ” อีกครั้ง


วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน



ผลกระทบ
‘ระลอก 3’ เข้าไตรมาสที่2...ก่อนจะเริ่มฟื้นตัวช่วงปลายปี

โดย “ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา” Chief Economist บลจ.บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) บอกว่า ในการจัดทำรายงาน ‘BF Economic Review - ครึ่งปีหลังปี 2021’ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้จะขยายตัว 2.0% ซึ่งตัวเลขนี้ ลดลงจากที่เคยประเมินไว้ในช่วงต้นปีว่าจะเติบโต 3.8% เนื่องจากในช่วงดังกล่าว ยังไม่มีการระบาด ระลอกที่ 3’ แต่ก็สะท้อนการฟื้นตัวจากปีก่อนที่เคย -6.1% 



(ดร.มิ่งขวัญ ทองพฤกษา)



บริษัทคาดว่า ผลกระทบจาก COVID-19 จะสะท้อนไปยังตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีเป็นต้นไป เนื่องจากมีมาตรการจำกัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งเป็นไปตามอัตราการแพร่ระบาดในพื้นที่ จากนั้นเศรษฐกิจจะค่อยๆ ฟื้นตัวช่วงท้ายปี โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ยังเป็น Laggard คือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจมหภาคตามหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จึงมีความน่าสนใจในการลงทุนรับ ‘Theme-การเปิดประเทศ เปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้



มอง “พ.ร.ก.กู้เงิน” มีผลบวกต่อ
GDP 1.5%...ส่วนดอกเบี้ยนโยบายทรงตัว 0.5%

ในส่วนของมุมมองต่อ “นโยบายการคลัง” บริษัทมองว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับใหม่ของรัฐบาลจะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจราว 1.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม แผนการกู้เงินนี้อาจส่งผลกระทบทำให้หนี้สาธารณะคงค้างอาจขยับขึ้นไปใกล้เพดานหนี้การคลังซึ่งอยู่ที่ 60% ของ GDP ภายในสิ้นปีงบประมาณ 2021 และอาจทะลุเพดานหนี้ทางการคลังในปีงบประมาณถัดไป


“นอกจากนี้ ปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลในระยะต่อไปอาจมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยประเมินว่า ในปีงบประมาณ 2022 จะมีความต้องการระดมทุนจากการออกพันธบัตรรัฐบาลราว 500,000-700,000 ล้านบาท นักลงทุนจึงอาจเห็นแรงกระทบจากฝั่งอุปทานในตลาดตราสารหนี้ไทยได้ในปีงบประมาณ 2022 นี้”    


ส่วน “นโยบายการเงิน” จากการประชุมครั้งล่าสุดในเดือนพ.ค. คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  มีมติเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% พร้อมกับย้ำว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกับการเร่งฉีดวัคซีนในประเทศและการให้ความช่วยเหลือเชิงนโยบายที่ตรงจุดแก่กลุ่มเป้าหมาย ทั้งเน้นย้ำถึงความสำคัญของมาตรการทางการคลังในการประคองเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้บริษัทคาดการณ์ว่า กนง. มองว่าอัตราดอกเบี้ยในระดับปัจจุบันที่ 0.5% มีความเหมาะสมแล้ว 



“4 ปัจจัยเสี่ยง” เศรษฐกิจไทยในระยะถัดไปยังมี

ขณะที่ “ความเสี่ยง” ต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป ประกอบด้วย 

1) การจัดหาและกระจายวัคซีน รวมถึงประสิทธิผลของวัคซีนที่จะส่งผลต่อระยะเวลาที่จะเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ (Herd Immunity) และการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 


2) การฟื้นตัวที่แตกต่างกันและไม่ทั่วถึงมากขึ้น จากการระบาดระลอกใหม่ส่งผลให้ตลาดแรงงานเปราะบางมากขึ้นจากแรงงานบางส่วนที่ว่างงานนานขึ้น ซึ่งจะกระทบศักยภาพการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวหลังการระบาดสิ้นสุดลง (Scarring Effects)


3) ฐานะการเงินที่เปราะบางเพิ่มเติม โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และธุรกิจท่องเที่ยวที่มีความสามารถในการชำระหนี้ลดลงตามรายได้ที่ลดลง อีกทั้งบางธุรกิจที่ฐานะการเงินเปราะบางอยู่ก่อนแล้วและถูกซ้ำเติมจากการระบาดระลอกใหม่อาจมีสภาพคล่องไม่เพียงพอ และ 


4) ความต่อเนื่องของแรงสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ  



คาด “เศรษฐกิจโลก” ปีนี้ขยายตัว
 5.8%...อานิสงส์จากการเติบโตของ “สหรัฐ” เป็นหลัก

ดร.มิ่งขวัญ ยังกล่าวถึงมุมมองต่อเศรษฐกิจโลกว่า ท่ามกลางความท้าทายทั้งหลาย เศรษฐกิจทั่วโลกยังสามารถเติบโตได้จากปีก่อน เนื่องจากผู้คนมีการปรับตัวในการดำเนินชีวิตและจับจ่ายใช้สอย แม้จะออกจากบ้านลดลง แต่การใช้มาตรการกระตุ้นทางการคลังในประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสหรัฐจะมีส่วนช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก คาดว่า เศรษฐกิจโลกจะขยายตัว 5.8% เป็นผลจากการเติบโตในระดับสูงของสหรัฐที่ 6.0% 


“สำหรับเศรษฐกิจพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างยูโรโซน และญี่ปุ่นก็มีแนวโน้มขยายตัวที่ 4.3% และ 2.4% ตามลำดับ ด้านเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวขึ้นมา บริษัทคาดว่าจะเติบโตได้ 8.0% ในปีนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าในช่วงก่อนการระบาดของ COVID-19 ขณะที่อินเดีย ซึ่งกำลังเผชิญการแพร่ระบาดอีกระลอกเศรษฐกิจน่าจะเติบโต 8.5%


ทั้งหมดนี้ คือ มุมมองบางส่วนต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี2021 หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย

โต๊ะกองทุน Wealthythai