ส่องทิศทางทองคำไตรมาส 2/64 กำลังเข้าสู่ขาขึ้นหรือไม่ ?

ช่วงที่ผ่านมาราคาทองคำผันผวนและหลุดระดับ 1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากปัจจัยกดดันทั้งค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐสหรัฐฯ อายุ 10 ที่เพิ่มขึ้น และการเทขายทองคำของกองทุน SPDR เป็นต้น ซึ่งในช่วงต้นเดือนเม.. เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของทิศทางราคาทองคำอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่านี่อาจเป็นสัญญาณของทิศทางขาขึ้นหรือไม่ โดย คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด มองว่า ในระยะสั้นราคาทองคำจะกลับมาเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น หลังทะลุกรอบ Sideway สีน้ำเงิน รวมถึงเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน และ Neckine ของรูปแบบ Double Bottom บริเวณ 1,758-1,760 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ อย่างไรก็ดี ระยะกลาง ราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ Sideway Down (Downtrend Line สีแดง) เช่นเดิม และทิศทางในระยะกลางจะเป็นบวกมากขึ้นก็ต่อเมื่อราคาสามารถทะลุผ่านบริเวณ 1,880-1,872 ดอลลาร์ต่อออนซ์ซึ่งเป็น Downtrend Line สีแดงเส้นบนสุดขึ้นไปได้


โดยเบื้องต้นประเมินว่า ราคาทองคำจะค่อยๆ ขยับทดสอบแนวต้าน 1,820 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากไม่ผ่านแนวต้านดังกล่าวจะเกิดการแกว่งตัวลงเพื่อสะสมแรงซื้ออีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากราคาสามารถยืนเหนือบริเวณ 1,734-1,676 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้อย่างแข็งแกร่ง มองว่ายังมีโอกาสที่ราคาทองคำจะค่อยๆ ขยับขึ้นทดสอบกรอบราคาด้านบนอีกครั้ง ซึ่งแนวต้านถัดไปอยู่ที่บริเวณ 1,872 ดอลลาร์ต่อออนซ์





 


สัญญาณที่บ่งบอกว่าทองคำกำลังเป็นขาขึ้น

สำหรับสัญญาณที่บ่งบอกว่าราคาทองคำกำลังเป็นขาขึ้น คุณฐิภา กล่าวว่า ในทางเทคนิคปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพรวมราคาทองคำในระยะสั้นกลับมาเป็นขาขึ้น คือ

1.การปรับตัวลงครั้งล่าสุดของราคาทองคำในช่วงสิ้นสุดไตรมาส 1/64 พบว่าราคาไม่หลุดระดับต่ำสุดของปีนี้บริเวณ 1,676 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นั่นเท่ากับว่าราคาทองคำทำรูปแบบของ Double Bottom และสะท้อนแรงซื้อที่เข้ามาพยุงราคาทองคำเอาไว้


2.ราคาทองคำทะลุผ่านแนวต้านสำคัญบริเวณ 1,760 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทำให้ราคาทองคำยืนยันทำรูปแบบของ Double Bottom รวมถึงทะลุผ่านระดับสูงสุดของเดือนมี.ค. 64 ซึ่งสะท้อนการสร้างฐานของราคา


และ 3. ราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันอีกครั้ง หลังจากเคลื่อนไหวต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันมานาน 2 เดือน (ก.พ.-มี.ค. 64)



กลยุทธ์การลงทุนทองคำในไตรมาส
2/64

ดังนั้นตราบใดที่ราคาทองคำยังไม่ทะลุกรอบ Sideway Down ในระยะกลาง ราคายังมีโอกาสปรับฐานต่อ จึงต้องเน้นกลยุทธ์ขึ้นขาย-ลงซื้อ โดยเน้นลงทุนระยะสั้นเป็นหลัก การดีดตัวของราคาจะเป็นจังหวะที่นักลงทุนขายทำกำไร ส่วนการเข้าซื้อแนะนำให้รอจังหวะที่ราคาทองคำอ่อนตัวลง และซื้อเมื่อราคาไม่หลุดกรอบล่างของ กรอบ Uptrend สีฟ้าสะท้อนแสง (รูปด้านบน) พร้อมตั้งขาดทุนหากราคาหลุดกรอบดังกล่าวเพื่อรอดูการตั้งฐานของราคา


อย่างไรก็ตาม อาจแบ่งทองคำขายกำไรบริเวณแนวต้าน 1,820 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพราะหากราคาไม่สามารถผ่านไปได้ น่าจะเห็นการอ่อนตัวลง โดยจุดเข้าซื้ออยู่บริเวณ 1,676 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Low ของปีนี้) ซึ่งหากราคาทองคำยืนเหนือแนวรับได้ แนะนำให้นักลงทุนเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวลงมาบริเวณดังกล่าว แต่หากหลุดอาจชะลอการเข้าซื้อออกไปยังโซน 1,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์



ปัจจัยที่ต้องติดตาม

สำหรับปัจจัยที่ต้องติดในไตรมาส 2/64 มีดังนี้

1.การเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์ ช่วงไตรมาส 1/64 ดัชนีดอลลาร์แข็งค่าขึ้นราว 4% จากหลายปัจจัย เช่น การคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจสหรัฐ การกระจายวัคซีนต้าน Covid-19 ที่มีความคืบหน้า การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล รวมไปถึงการอ่อนค่าของสกุลเงินยูโร ซึ่งหากดัชนีดอลลาร์แข็งค่าต่อไปในไตรมาส 2/64 ก็จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันราคาทองคำต่อไป แต่หากการกระจายวัคซีนในฝั่งยุโรปคืบหน้ามากขึ้น จะกลับมาหนุนสกุลเงินยูโรให้แข็งค่าและจะส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำได้


2.การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ต้องติดตามว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐจะทะยานขึ้นต่อไปได้อีกมากน้อยเพียงใด หากนักลงทุนยังคงคาดการณ์เชิงบวกเกี่ยวกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และตราบใดที่เฟดยังไม่เข้ามาดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อชะลอการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัต นั่นจะสร้างแรงหนุนให้กับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรต่อไป อย่างไรก็ดี ตลาดพันธบัตรได้สะท้อนการปรับตัวรับข่าวดีมากมายทางเศรษฐกิจไปเรียบร้อยแล้ว และการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ได้ดึงดูดผู้ซื้อจากต่างประเทศจำนวนมาก ประกอบกับแรงซื้อพันธบัตรในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างประเทศและการระบาดของ Covid-19 ระลอกใหม่นั้นจะชะลอการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวได้


3.การดำเนินนโยบายการเงินของเฟด หากเฟดยังไม่เร่งรีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และยังคงจุดยืนว่า "อัตราดอกเบี้ยของเฟดจะอยู่ใกล้ศูนย์ไปจนถึงปี 2566" รวมถึงหากเฟดยังเดินหน้าเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE และไม่เร่งรีบในการปรับลดวงเงิน QE (QE Tapering) ซึ่งสภาพแวดล้อมดังกล่าวมีแนวโน้มจะเป็นปัจจัยที่หนุนราคาทองคำในปีนี้ แต่ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจฟื้นตัวแข็งแกร่ง หรือ หากเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น จนทำให้เฟดเริ่มต้นส่งสัญญาณปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินให้เป็นปกติ (monetary policy normalization) ทั้งในแง่การคาดการณ์เกี่ยวกับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย กำหนดเวลาในการลดวงเงิน QE ซึ่งจะเป็นปัจจัยที่กลับมากดดันทองคำในระยะกลางและยาวได้อย่างมาก


4.การแสเงินทุนไหลเข้า-ออกจากกองทุน SPDR ในปี 2564 กองทุน SPDR ถือครองทองคำลดลงแล้วเกือบ -150 ตัน จากระดับ 1,170.74 ต้นสู่ระดับ 1,021.70 ตัน และเป็นการลดการถือครองทองคำ 7 เดือนติดต่อกัน (ต.ค. 63 - 21 เม.ย. 64) รวม -247 ตัน หลังจากลดการถือครองทองคำลง 98 ตันในช่วงไตรมาส 4/63 ดังนั้น หาก SPDR ยังเดินหน้าลดการถือครองทองคำต่อไปจะเป็นสัญญาณเชิงลบที่คอยสกัดช่วงบวกของราคาทองคำ ในทางกลับกันการกลับมาซื้อติดๆ กันจะสะท้อนความเชื่อมั่นในการลงทุนทองคำเช่นกัน


5.ความขัดแย้งระหว่างประเทศ (ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์) ทั้งการคว่ำบาตรพลเมืองและหน่วยงานบางแห่งของจีนในประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชนของ ประเทศแถบตะวันตก ซึ่งรวมถึงสหรัฐ สหราชอาณาจักร แคนาดา และสหภาพยุโรป (EU) ซึ่งจีนก็ได้ออกมาตรการคว่ำบาตรตอบโต้เช่นกัน รวมถึงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและรัสเซียที่มีความรุนแรงมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยที่กระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย


และ 6. แรงซื้อทองคํากายภาพจากจีนและอินเดีย โดยปริมาณการนำเข้าของจีนและอินเดีย เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการกลับมาของจีนในตลาดทองคำแท่งทั่วโลก ซึ่งหากแรงซื้อจากจีนและอินเดียกลับมาฟื้นตัวจะเป็นปัจจัยที่ช่วยสร้างสเถียรภาพให้กับราคาทองคำได้

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้