Official Update :

ใช้ “SWOT”…‘วางแผนความมั่งคั่ง-ลดความเสี่ยง’ ทางการเงินในอนาคตให้ตัวเอง !!!

เชื่อแน่ว่า หลายคนน่าจะรู้จักกับเครื่องมือในการวิเคราะห์สถานะของธุรกิจซึ่งเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายที่เรียกกันว่า “SWOT Analysis” โดย SWOT ถูกพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกโดยนาย Albert Humphrey ที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการจากสถาบันวิจัย Stanford (The Stanford Research Institute) มหาวิทยาลัย Stanford ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงทศวรรษที่ 1960-1970


“เพื่อเป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์หาสถานะ และศักยภาพของธุรกิจในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และหลีกเลี่ยงจากความเสี่ยง หรือความล้มเหลวซึ่งอาจเกิดขึ้นจากปัจจัยแวดล้อมต่างๆ”


ทั้งนี้ คำว่า SWOT นั้นเป็นตัวอักษรย่อที่มาจากคำภาษาอังกฤษ 4 คำ คือ Strengths (จุดแข็ง), Weaknesses (จุดอ่อน), Opportunities (โอกาส) และ Threats (อุปสรรค) โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

  • ปัจจัยที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายใน (Internal Factors) ซึ่งธุรกิจสามารถควบคุมได้ ได้แก่
    • จุดแข็ง (Strengths) คือ ความสามารถ หรือศักยภาพที่ทำให้ธุรกิจมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขัน เป็นปัจจัยด้านบวกที่เป็นจุดเด่นของตัวธุรกิจ จึงควรรักษา และพัฒนาจุดแข็งดังกล่าวเพื่อรักษาความได้เปรียบในการแข่งขันให้สืบต่อไป

    • จุดอ่อน (Weaknesses) คือ ข้อจำกัดที่ทำให้ธุรกิจเสียเปรียบคู่แข่งขัน จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำการปรับปรุง และแก้ไขให้เร็วที่สุด ถือเป็นปัจจัยด้านลบที่เป็นจุดด้อยของธุรกิจ

  • ปัจจัยที่เกิดจากสภาพแวดล้อมภายนอก (External Factors) ซึ่งธุรกิจไม่สามารถควบุคมได้ ได้แก่
    • โอกาส (Opportunities) คือ สภาพแวดล้อมภายนอกที่สนับสนุน หรือเอื้อประโยชน์ต่อการดำเนินงาน ถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อธุรกิจ

    • อุปสรรค (Threats) คือ สภาพแวดล้อมภายนอกที่ขัดขวาง หรือคุกคามการดำเนินงาน อันจะส่งผลเสียต่อตัวธุรกิจ บางทีจนถึงขั้นล้มละลาย





“นอกจากจะใช้กับธุรกิจได้แล้ว การวิเคราะห์ SWOT ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับบุคคลโดยทั่วไปในการวิเคราะห์ฐานะ หรือสุขภาพทางการเงินได้ด้วยเช่นกัน เพื่อเป็นฐานในการสร้างความมั่งคั่งทางการเงิน และลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตของบุคคลนั้นๆ

         โดย “นิตยสาร Harvard Business Review (HBR)” ได้นำเสนอแนวคิดในการนำ SWOT มาใช้วิเคราะห์ฐานะทางการเงินส่วนบุคคล ดังนี้

  • จุดแข็ง ให้พิจารณาว่า มีความรู้ทางด้านทางการเงินการลงทุนมากน้อยเพียงใด มีแหล่งที่มาของรายได้จากหลายแหล่งหรือไม่ มีเงินออมเผื่อฉุกเฉินเพียงพอที่จะรองรับกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้นไหม มีการทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอในแต่ละวันหรือไม่ สามารถควบคุมพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนได้ดีเพียงใด มีการลงทุน และจัดสรรเงินลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ตลอดจนมีสินทรัพย์มากกว่าหนี้สินมากน้อยเพียงใด

  • จุดอ่อน พิจารณาถึงพฤติกรรมที่ส่งผลให้สุขภาพทางการเงินของแต่ละบุคคลย่ำแย่ ซึ่งได้แก่ การไม่วางแผนทางการเงิน นิสัยการใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่าย มือเติบ ซื้อของตามใจชอบ เก็บเงินไม่อยู่ ถ้ามีเงินเก็บออมก็น้อยมาก หรือไม่มีเลย ไม่คิดที่จะลงทุน หรือพัฒนาตนเอง จนท้ายสุดก็ต้องนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อนโดยการก่อหนี้ยืมสินเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดได้

  • โอกาส พิจารณาถึงความเป็นไปได้ที่จะต่อยอดความรู้ทางด้านการเงินการลงทุน อาชีพเสริมที่หลากหลายซึ่งสามารถช่วยเพิ่มพูนรายได้ให้ รวมถึงช่องทางในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และเครื่องมือทางการเงินการลงทุนใหม่ๆ ที่ทำให้เงินออมที่มีอยู่สามารถงอกเงยออกดอกออกผลต่อไปได้ ตลอดจนสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิต

  • อุปสรรค พิจารณาผลกระทบทางลบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่ส่งผลให้ฐานะทางการเงินย่ำแย่ลง ผลกระทบจากหนี้สินที่ได้ก่อขึ้น การเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันต่างๆ ขึ้นในชีวิต เช่น การเจ็บป่วยร้ายแรง อุบัติเหตุ การตกงาน เป็นต้น ตลอดจนผลกระทบจากภัยธรรมชาติต่างๆ ที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้



แน่นอนว่า “การทำ
SWOT” ไม่เพียงแต่จะช่วยทำให้บุคคลนั้นเข้าใจ ฐานะการเงิน และศักยภาพของตนเองได้ดีมากยิ่งขึ้น หากยังช่วยให้ค้นพบโอกาสใหม่ๆ ที่จะสามารถต่อยอดความมั่งคั่งได้ รวมถึงช่วยป้องกัน และบรรเทาผลกระทบของปัจจัยด้านลบที่ไม่ต้องการลงได้อีกด้วย จึงอยากเชิญชวนให้ลองทำ “SWOT Analysis” เพื่อวิเคราะห์สถานะ หรือสุขภาพทางการเงินกันดูครับ

ดร.ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์

นักวิชาการอิสระสายการเงิน-การลงทุน ชอบสื่อสารเรื่องการเงินยากๆ ให้เข้าใจง่าย ผ่านการสอน งานเขียน และการเป็นวิทยากร ทุ่มเททั้งชีวิต หวังปลุกคนไทยให้ตื่นขึ้นมา อ่านออก-เขียนได้ทางการเงิน