Official Update :

การวิเคราะห์กราฟเทคนิค SPX พร้อมยกตัวอย่างหุ้นพื้นฐานดี

SPX เป็นอักษรย่อของ S&P500 ซึ่งเป็นดัชนีหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกาที่ประกอบไปด้วยบริษัท 500 บริษัทที่มี Market Cap. ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ได้รับการจัดตั้งและคัดเลือกบริษัทชั้นนำเหล่านี้โดย Standard & Poor ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งและบริษัทเหล่านั้นจะต้องได้รับการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กด้วย โดยหุ้นทั้ง 500 บริษัทที่ได้รับการคัดเลือกคิดเป็น 80% ของมูลค่าในตลาดหุ้นสหรัฐเกือบทั้งหมด ทำให้ดัชนี SPX เป็นตัว ชี้บ่งถึงสภาพเศรษฐกิจของสหรัฐได้ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้จึงมีการนำดัชนี S&P500 นี้มาใช้ในการลงทุนในรูปแบบสัญญาล่วงหน้า CFDS จนได้รับความนิยมในปัจจุบัน

ดัชนีกราฟ SPX สำคัญอย่างไร ทำไมต้องศึกษา?

เนื่องจากดัชนี S&P500 เป็นดัชนีที่จัดทำขึ้นเพื่อรวบรวมหุ้นชั้นนำของประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวน 500 บริษัท ที่มีสภาพคล่อง ขนาดและมูลค่าตามราคาตลาดขนาดใหญ่และมีผลกำไรต่อเนื่องอย่างน้อย 4
ไตรมาสติดต่อกัน เพื่อให้นักลงทุนได้สามารถเลือกหุ้นชั้นดีในการลงทุนได้ โดยหุ้นที่ได้รับการคัดเลือกมานั้นมีด้วยกันหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศ, บริการด้านสุขภาพ, การเงิน, บริการสื่อสาร
เป็นต้น ซึ่ง 10 อันดับหุ้น
SPX ที่มีมูลค่าสูงสุดได้แก่

  1. Apple Inc. AAPL
  2. Microsoft Corporation MSFT        
  3. com Inc. AMZN
  4. Facebook Inc. Class A FB
  5. Alphabet Inc. Class A GOOGL
  6. Alphabet Inc. Class C GOOG
  7. NVIDIA Corporation NVDA
  8. Tesla Inc TSLA
  9. Berkshire Hathaway Inc. Class B BRK.B
  10. JPMorgan Chase & Co.JPM

ซึ่งหุ้นทั้ง 10 ตัวดังกล่าวจะมีผลต่อการขึ้นลงดัชนีมากที่สุด ดังนั้นหากนักลงทุนสนใจจะลงทุนเฉพาะดัชนีหรือลงทุนในรูปแบบ CFDs จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจของหุ้นเหล่านี้เป็นหลักนั่นเอง

ในปัจจุบันภายหลังจากเกิดวิกฤตโควิด-19 ดัชนี SPX สามารถทำจุดสูงสุดใหม่เกือบตลอดเวลา ด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันจึงเอื้อประโยชน์ให้กับหุ้น TECH มากเป็นพิเศษดังจะเห็นได้จากดัชนี NASDAX ที่มีหุ้น TECH ทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดเวลา ซึ่งสอดคล้องกับผลดำเนินกิจการของแต่ละบริษัทด้วย หากลองพิจารณาดูแล้ว TOP10 หุ้น S&P500 มีหุ้น TECH ด้วยกันถึง 8 บริษัทและเป็นการเรียงลำดับ 1- 8 อีกด้วย ในขณะที่หุ้นน้ำมันหรือหุ้นที่เป็นธุรกิจดั้งเดิมแทบจะไม่มีชื่อติด 1 ใน 20 เสียด้วยซ้ำ

วิเคราะห์กราฟทางเทคนิคดัชนี SPX

จะเห็นในระยะสั้นดัชนีสามารถวิ่งและยืนอยู่บนเส้นค่าเฉลี่ย EMA5 ได้ หากไม่มีปัจจัยใดมากระทบและดัชนียังสามารถรักษาระดับต่อไปแนวโน้มยังจะสามารถปรับตัวขึ้นได้ ในขณะที่ระยะกลาง-ยาว กราฟมีการยกระดับจุดต่ำสุดขึ้นไปเรื่อยๆ พร้อมกับทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดเวลา ทิศทางของดัชนียังเป็นในแนวโน้มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่กราฟในภาพเดือนมีความชันที่อยู่ในระดับมากเกินไป ต้องคอยระมัดระวังปัจจัยใหม่ๆ ที่จะมากระทบ หนึ่งในนั้นได้แก่ การลด QE และปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของบอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แต่ถึงกระนั้นจากผลการประชุมเฟดล่าสุดมีการส่งสัญญาณว่าจะมีการลด QE ลง แต่บอนด์ยีลด์กับไม่แสดงท่าทีใดๆ นั่นเป็นเพราะตลาดอาจรับรู้ไปบ้างแล้วว่าจะมีการลด QE ลงอย่างแน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองนั่นคือการประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากเฟด คงต้องรอดูเกี่ยวกับการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยอีกครั้ง แม้ในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อสหรัฐจะปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดในรอบ 13 ปีแล้วก็ตาม

แนะนำหุ้นพื้นฐานแกร่งจาก S&P500

MSFT : Microsoft Corp หุ้นที่มีกำลังการตลาดมากที่สุดของโลก

บริษัทไมโครซอฟต์ หนึ่งในบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์และระบบปฏิบัติการชั้นนำของโลกที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด เช่น Windows, Microsoft Office โปรแกรมบริหารจัดการได้แก่ Dynamic Ax เป็นต้น ผลการดำเนินงานมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยเฉพาะในส่วนของระบบปฏิบัติการ Windows และ Microsoft Office ที่มีการอัปเกรดและพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันช่องโหว่ในการใช้งานต่างๆ ตลอดจนป้องกันในเรื่องของลิขสิทธิ์ต่างๆ อีกด้วย

สำหรับความเคลื่อนของราคาหุ้น MSFT ตั้งแต่เข้าตลาดมาจะพบว่า มีการเคลื่อนที่ไปในทิศทางแนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจนและต่อเนื่องมาตลอด จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2021 ที่ผ่านมาราคามีการปรับตัวลงมากกว่า 60$USD เนื่องจากวิกฤตโควิด-19 แต่หลังจากนั้นราคาสามารถปรับตัวสูงขึ้นและทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันราคาบวกมากกว่า 100% หลังจากที่ทำจุดต่ำสุดไว้ที่ 131 $USD/หุ้น สู่ราคาสูงสุดที่ 305 $USD/หุ้น แม้ในระยะสั้นจะยังมีความผันผวนอยู่มาก แต่เชื่อได้ว่าในระยะยาว MSFT จะสามารถไต่ระดับทำจุดสูงสุดใหม่ได้

ในมุมมองนักลงทุนมองว่าหุ้นไมโครซอฟต์เป็นหนึ่งในหุ้นผูกขาดในด้านระบบปฏิบัติการ แม้จะมีคู่แข่งในตลาดอย่าง Apple ที่จำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์พร้อมระบบปฏิบัติการ iOS แต่ด้วยความสามารถเข้ากันได้ของอุปกรณ์หลากหลายแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น Dell, HP, IBM ล้วนแล้วแต่ยังต้องเลือกใช้งานระบบปฏิบัติของไมโครซอฟต์อยู่ จึงทำให้หุ้นสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ในแง่ของรายได้จะสังเกตว่าไมโครซอฟต์เองจะมีการอัปเกรดเวอร์ชันของระบบปฏิบัติการอยู่ตลอดเวลา ทำให้เมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนทั้ง Hardware และ Software อยู่เสมอๆ ทำให้ยอดขายปรับเปลี่ยนไปตามระบบปฏิบัติการที่ออกมาใหม่ ปัจจุบันไมโครซอฟต์หันมาให้ความสนใจและพัฒนาระบบ Cloud ภายใต้ชื่อ Azure ที่มีการเติบโตมากกว่า 50% ในปีที่ผ่านมาก

วิเคราะห์กราฟทางเทคนิค MSFT

ในระยะสั้นมีการปรับตัวลดลงเล็กน้อย หลังจากที่ทำจุดสูงสุดใหม่ได้ โดยมีแนวรับบริเวณเส้น EMA15 หากราคามีการปรับตัวลงต่ำกว่า เส้นEMA15 หรือที่ระดับราคา 300$USD อาจต้องลดระดับการถือครองและดูท่าทีเมื่อราคาลดต่ำลงกว่า 290$USD เพราะถ้าหากราคาหลุดต่ำกว่า 290$USD อาจต้องพิจารณาขายออกหมด ในขณะที่กราฟในระยะกลางถึงยาว หากนักลงทุนเข้าซื้อเมื่อต้นปีที่ผ่านมาอาจพิจารณาขายออกบางส่วน เพื่อลดระดับความเสี่ยงและรักษาผลกำไรเอาไว้ ในขณะที่เหลือหุ้นบางส่วนที่ไม่ได้ขาย ให้ดูท่าทีเมื่อราคาลดต่ำกว่า 240 $USD อาจจำเป็นต้องขายออกหมดเมื่อมีการปรับตัวขึ้นเมื่อไม่สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้ หรืออาจเก็บไว้เพื่อรับปันผลหรือขายออกเมื่อราคาปรับตัวขึ้นสูงจนเป็นที่น่าพอใจ

MCD : McDonald's Corporation หุ้นอาหารจานด่วนระดับโลก

McDonald's Corporation หรือที่คนไทยรู้จักกันดีในนามของแมคโดนัลด์ที่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ปัจจุบันกำลังประสบปัญหารายได้ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา แต่กำไรกับเพิ่มสวนทางกับรายได้ พร้อมกับมูลค่าทางการตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 2 เท่า ด้วยการลดสาขาที่ลงทุนเอง เปลี่ยนเป็นแฟรนไชส์เพื่อขายสิทธิ์ให้กับนักลงทุนและรับส่วนแบ่งรายได้จากเปอร์เซ็นต์ยอดขาย ทำให้ไม่ต้องแบกรับภาระความเสี่ยงและการบริหารจัดการด้วยตนเอง สังเกตได้จากกำไรขั้นต้นตั้งแต่ปี 2017-2018-2019 เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะก่อนที่จะลดลงในปี 2020 เมื่อประสบปัญหากับวิกฤตโรคระบาด

วิเคราะห์กราฟทางเทคนิค MCD

ก่อนที่จะมีการปรับตัวลงอย่างรุนแรงในวิกฤตโรคระบาด ราคาหุ้น  MCD  มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถทำจุดสูงสุดไว้ที่ระดับราคา 220$USD และปรับตัวลงที่ระดับ 123$USD เมื่อต้นปี 2020 ที่ผ่านมา ก่อนที่จะสามารถวิ่งกลับมาและทำจุดสูงสุดใหม่ได้ที่ระดับ 247$USD และทำการปรับตัวลดลงในกรอบ 230-240 $USD ซึ่งในระยะสั้นหุ้น MCD ยังมีแนวโน้ม Side Way หรือทำราคาออกข้าง โดยรักษาระดับให้ยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย EMA 5,10,15 โดยมีแนวรับที่ระดับราคา 230$USD หากมีการปรับตัวลง ให้นักลงทุนลดระดับความเสี่ยงด้วยการขายหุ้นออกไปก่อน เพื่อดูทิศทางและงบการเงินจากผลประกอบการอีกครั้งหนึ่ง เพราะในปัจจุบันหุ้นประเภทอาหารถือว่ามีคู่แข่งเกิดขึ้นจำนวนมาก โอกาสที่จะเติบโตอาจเป็นไปอย่างจำกัดหรือเติบโตได้ช้าลง ขึ้นอยู่กับการตอบรับของแฟรนไชส์ทั่วโลก

สำหรับใครที่สนใจจะลงทุนในหุ้น ดัชนี ค่าเงิน ทองคำหรือสินทรัพย์อื่นๆ ทั่วโลก สามารถสมัครสมาชิกกับทาง Liteforex ได้ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมอ่านบทความวิเคราะห์ทางด้านการเงินเพื่อเสริมสร้างความรู้ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยพื้นฐาน กราฟเทคนิคและข้อมูลอื่นๆ ที่สนับสนุนต่อการลงทุนของนักลงทุนได้