“ต่างวัย ต่างเป้าหมาย” เริ่มลงทุนง่ายๆ ได้ด้วยเงิน “หลักร้อย”

อยากเริ่มลงทุน แต่ควรเริ่มลงทุนอะไรดี ?? เรียกได้ว่าเป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจเป็นอันดับแรก ๆ สำหรับนักลงทุน ซึ่งไม่ว่านักลงทุนคนนั้น เริ่มคิดที่อยากจะลงทุน หรือกำลังลงทุนอยู่แล้ว และจะอยู่ในช่วงวัยไหนก็ตาม นักลงทุนที่อยู่ใน ‘วัยที่แตกต่างกัน’ นั้น ก็อาจมีเป้าหมาย เงื่อนไข และข้อจำกัดในการลงทุนที่ ‘แตกต่างกัน’ ไป


‘ช่วงอายุ’ จึงถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่จะใช้กำหนดเป้าหมายและทางเลือกในการลงทุน เพราะอย่าลืมว่าการวางแผน การกำหนดเป้าหมายการลงทุนหรือสินทรัพย์ที่ลงทุน และการรับความเสี่ยงของแต่บุคคลในแต่ละวัยก็จะมีความแตกต่างกันออกไป


แต่ไม่ว่าคุณจะอยู่ใน ‘วัยไหน’ ก็สามารถเริ่มต้นลงทุนง่าย ๆ ได้ไม่แตกต่างกันโดยผ่านเครื่องมืออย่าง “กองทุนรวม” นั่นเอง ซึ่งเป็นเครื่องมือการลงทุนที่สร้างมาเพื่อนักลงทุนทั่วไปอย่างแท้จริง และจะพาคุณเปิดประตูไปสู่ “จักรวาลการลงทุน” ในสินทรัพย์การลงทุนประเภทต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ ด้วย “เงินลงทุนน้อยหลักร้อยก็ลงทุนได้” สะดวกและเข้าใจง่าย ที่สำคัญมีผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพอย่าง “ผู้จัดการกองทุน” ทำงานเต็มเวลาในด้านการลงทุนมาดูแลการลงทุนของกองทุนให้เป็นไปตามนโยบายการลงทุนที่กองทุนนั้นๆ ได้ระบุเอาไว้ ช่วยให้คุณลงทุนได้อย่างสบายใจ



‘Gen-Z’ เน้น ‘สร้างเงิน’ ตามหาความฝัน

กลุ่มคนวัย ‘Gen-Z’ หรือกลุ่มคนที่เกิด พ.ศ. 2541 - ปัจจุบัน หรือช่วงอายุต่ำกว่า 23 ปี เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เกิดมาในยุคที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกรอบด้าน เรียนรู้รูปแบบการดำเนินชีวิตในสังคมแบบดิจิทัล ดำเนินชีวิตแบบมีการติดต่อสื่อสารไร้สาย และ Social Media เข้ามามีส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิต


“คน ‘Gen Z’ จัดอยู่ใน วัยเริ่มต้นการทำงาน รายได้จะยังไม่สูงมาก แต่ได้เปรียบเรื่องระยะเวลาในการออมและการเรียนรู้เรื่องการลงทุน เพราะอยู่ในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่ยังมีเวลาสำหรับความผิดพลาดได้มาก ยังมีเวลาที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ ในกรณีที่เกิดความผิดพลาดขึ้น จึงสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงได้ เพราะหากนำเงินไปวางไว้ ‘ผิดที่ผิดทาง’ เอาเงินไปออมไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำความมั่นคงสูง อาจทำให้เงินเติบโตงอกเงยไม่ทันใช้ได้ ด้วยกฎของเลข 72 อย่าลืมว่าเงินคุณจะโตเป็น 2 เท่า ในระยะเวลาเพียง 7.2 ปีเท่านั้น ที่ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี ซึ่งเป็นสิ่งที่คาดหวังได้จากการลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง แต่จะใช้เวลาถึง 72 ปี หากคุณลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1% ต่อปี เรียกว่าทำงานจนเกษียณเงินลงทุนคุณยังโตไม่ถึง 2 เท่าเลย หากไปลงทุนไว้ผิดที่ผิดทาง”


คน ‘Gen-Z’ มีข้อได้เปรียบในการพัฒนาทักษะและประสบการณ์การลงทุนได้ยาวนานกว่า Gen อื่นๆ ยิ่งเริ่มลงทุนได้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี กล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ ในชีวิต และหมั่นเรียนรู้เพื่อเพิ่มทักษะด้านการเงินให้กับตัวเอง ซึ่งปัจจุบันมีหลากหลายช่องทางให้นักลงทุนวันนี้สามารถศึกษาหาข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว โดยเฉพาะช่องทางออนไลน์ ที่จะตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่มีไลฟ์สไตล์ของคน ‘Gen-Z’ นี้ได้เป็นอย่างดี หนึ่งในช่องทางในการหาข้อมูลเรื่องการลงทุนที่สะดวกและง่ายดายของคน ‘Gen Z’ คือ เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ (www.setinvestnow.com


เป้าหมายชีวิตของกลุ่มคน ‘Gen-Z’ นี้ จะเป็นไปเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบอินเทรนด์ เก็บเงินท่องเที่ยว ซื้อ Item ที่ต้องมี หรืออยากสร้างเงินตามความฝัน


การลงทุนที่เหมาะกับคน ‘Gen-Z’ จึงเป็นกลุ่มกองทุนที่มีความเสี่ยง ด้วยวัยของคนกลุ่มนี้ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นทำงาน  เน้นการสร้างความมั่งคั่งเพื่อทำให้เงินงอกเงยเติบโตได้ในระยะยาวเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น ‘กองทุนหุ้น’, ‘กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ’ หรือ ‘กองทุน Thematic’ เช่น Technology, Health Care, ESG เป็นต้น ซึ่งเป็นกลุ่ม ‘กองทุนที่มีความเสี่ยงสูง’ แน่นอนว่าผลตอบแทนคาดหวัง (Expected Return) ในระยะยาวจึงสูงกว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทอื่นด้วยเช่นกัน



‘Gen-Y’ เน้น “จัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” สร้างความสม่ำเสมอด้านผลตอบแทนสู่ ‘อิสรภาพทางการเงิน’

ถัดมาเป็นกลุ่มคนวัย ‘Gen-Y’ กลุ่มคนที่เกิดในช่วง พ.ศ. 2523-2540 หรือมีอายุตั้งแต่ 24 – 41 ปี ซึ่งจะเป็นกลุ่มวัยทำงานมาได้ระยะหนึ่งแล้ว หรือกำลังเริ่มต้นธุรกิจ ไปจนถึงกำลังสร้างครอบครัว เป็นช่วงที่มีรายได้ค่อนข้างสูงแต่ภาระค่าใช้จ่ายก็สูงเช่นกัน จึงเป็นวัยที่ต้องวางแผนทางเงินและการลงทุนที่ดีแบบระยะยาวอย่างจริงจังเพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคต


“เป้าหมายการลงทุนของคนในกลุ่ม ‘Gen-Y’ จึงต้องมองไปที่ความมั่นคง สร้างครอบครัว ต้องการมีอิสรภาพทางการเงิน เน้น ‘การจัดพอร์ตลงทุน (Asset Allocation)’ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอในระยะยาว ต่อยอดความมั่งคั่งให้กับพอร์ตการลงทุน จึงควรจัดสรรเงินลงทุนกระจายไปในสินทรัพย์ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม แบ่งเงินลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และใช้ประโยชน์จาก ‘กองทุนประหยัดภาษี’ ที่จะมีประโยชน์มากสำหรับคนกลุ่มนี้ ได้ทั้งผลตอบแทนและประโยชน์ทางภาษีควบคู่กันไปด้วย


โดยจะนำเงินลงทุนใน “กองทุนประหยัดภาษี” ไปหักจากเงินได้ นอกเหนือจากค่าลดหย่อนต่างๆ ที่รัฐให้มาตามปกติแล้ว ก็จะทำให้ “เงินได้สุทธิ” ของเราเหลือลดลง และจ่ายภาษีลดลงด้วยนั่นเอง


ปัจจุบัน “กองทุนประหยัดภาษี” มีให้เลือกลงทุนอยู่ 2 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่ “กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF)” และ “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)” โดย ‘SSF’ ลงทุนได้ ‘ไม่เกิน 30%’ ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ไม่ต้องลงทุนทุกปีใช้สิทธิในปีที่ลงทุน โดยต้องถือครอง 10 ปี นับแต่วันที่ลงทุน และใช้สิทธิได้ ช่วง 5 ปี (พ.ศ. 2563-2567)


ในขณะที่ ‘RMF’ นั้น ลงทุนได้ ‘ไม่เกิน 30%’ ของเงินได้พึงประเมิน และเมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณอื่นๆ ต้องไม่เกิน 500,000 บาท และต้องลงทุนต่อเนื่อง เว้นได้ไม่เกิน 1 ปีติดต่อกัน ต้องลงทุน ‘ไม่น้อยกว่า 5 ปี’ และต้อง ‘อายุครบ 55 ปีบริบูรณ์’ จึงจะขายได้แบบไม่ผิดเงื่อนไข


“ดังนั้น ‘SSF’ จึงเหมาะกับคนอายุ 45 ปี หรือน้อยกว่า ที่มีเป้าหมายการเก็บเงินในระยะเวลา 10 ปี ในขณะที่ ‘RMF’ นั้น จะเหมาะกับคนที่อายุ 45 ปี หรือมากกว่า เพราะหากอายุ 45 ปี แล้ว จะลงทุนในกองทุนประเภทใดระยะเวลาการลงทุนก็จะไม่แตกต่างกัน ที่สำคัญทั้ง ‘SSF’ และ ‘RMF’ นั้น ผู้ลงทุนสามารถลงทุนเพื่อประโยชน์ทางภาษีได้สูงสุดเมื่อรวมกับ PVD, กบข., กอช., ประกันชีวิตแบบบำนาญ หรือ กองทุนสงเคราะห์โรงเรียนเอกชน เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาท สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ‘คู่มือ SSF & RMF แฝดคู่ใหม่ใช้ลดหย่อนภาษี’ คลิก


สำหรับกลุ่มคน ‘Gen-Y’ ที่มีภาระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาแล้ว กลุ่ม “กองทุนประหยัดภาษี” จึงเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ในการเลือกลงทุนเลยทีเดียว ทั้ง ‘SSF’ และ ‘RMF’ ลงทุนได้ทุกประเภทสินทรัพย์ตั้งแต่ที่มีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงความเสี่ยงสูง ซึ่งหากมองในแง่ของ “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” หากจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ในขณะเดียวกันก็ช่วยลดความผันผวนในระหว่างทาง ช่วยให้ผลตอบแทนจากพอร์ตการลงทุนมีเสถียรภาพมีความสม่ำเสมอของผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวได้ดียิ่งขึ้น


“หากแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ‘กองทุนหุ้น’ ก็เป็นตัวแทนของฝั่งสินทรัพย์เสี่ยงช่วยเพิ่มโอกาสในการทำให้เงินงอกเงยเติบโตได้ดีในระยะยาว ในขณะที่ฝั่งของ ‘กองทุนตราสารหนี้’ ก็จะเน้นความมั่นคงของเงินต้นและผลตอบแทนที่สม่ำเสมอ ส่วนกลุ่ม ‘กองทุนทองคำ’ และ ‘กองทุนอสังหาริมทรัพย์’ นั้น จัดอยู่ในกลุ่มการลงทุนทางเลือก ที่จะมาช่วยเติมเต็มพอร์ตการลงทุนให้มีสุขภาพของพอร์ตที่ดีขึ้นเพราะมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ 2 ประเภทแรกไม่มากนัก เมื่อเอามาจัดเป็นพอร์ตการลงทุนก็จะตอบโจทย์เป้าหมายการเงินของคุณได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับผู้ลงทุนที่ไม่ถนัดในการจัดสรรเงินลงทุนด้วยตัวเอง ก็ยังมีกลุ่ม ‘กองทุนผสม’ ที่มีการผสมสินทรัพย์ต่างๆ เอามาไว้ให้เลือกได้ง่ายๆ ตามระดับความสามารถในการรับความเสี่ยงของตัวเองให้ได้เลือกกันสะดวกและง่ายดายยิ่งขึ้นให้เลือกลงทุนอยู่แล้ว ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน”





‘Gen-X’ เน้นเก็บเงินเพื่อเกษียณ

กลุ่มสุดท้าย กลุ่มคนวัย ‘Gen-X’ เป็นกลุ่มคนเกิดอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 2508-2522 หรืออายุตั้งแต่ 42-56 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ผ่านโลกมามากและกำลังเข้าสู่ช่วงปัจฉิมวัย เป็นวัยใกล้เกษียณ โค้งสุดท้ายของการทำงานมีตำแหน่งรายได้สูง แต่ระยะเวลาในการออมและลงทุนเหลือน้อย ต้องพยายามรักษาเงินต้น เพื่อเตรียมเอาไว้ใช้ในช่วงชีวิตหลังเกษียณ คน ‘Gen-X’ เกิดมาในยุคที่เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกยังไม่ก้าวล้ำอย่างเช่นในปัจจุบัน วัตถุประสงค์การลงทุนของกลุ่มนี้ จึงจะมีความแตกต่างออกไปจาก 2 กลุ่มก่อนหน้า


“คนวัย ‘Gen-X’ จะมีเป้าหมายการลงทุนเพื่อสร้างและออมผลตอบแทนเอาไว้ใช้ในยามเกษียณ หรือไว้ใช้จ่ายเพื่อหาความสุขให้กับตัวเองในช่วงปลายของชีวิต  คนวัยนี้..อาจจะเป็นวัยที่ไม่คิดเรื่องการลงทุนมากนัก แต่ถ้ามีการออมเงินและลงทุนอย่างมีวินัย ก็จะช่วยให้การใช้ชีวิตในวัยเกษียณมีความสบาย หรือ Happy Retirement นั่นเอง”


สำหรับการลงทุนที่มีความเหมาะสมกับกลุ่มนี้ จึงต้องเน้นในเรื่องของ ‘ความมั่นคง’ ของเงินต้นที่ลงทุนตลอดจนสามารถสร้างกระแสเงินสดออกมาให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ได้แก่กลุ่ม ‘กองทุนตราสารหนี้’ ที่มีความผันผวนในราคาสินทรัพย์ค่อนข้างต่ำและรักษาเงินต้นได้เป็นอย่างดี ในแง่ผลตอบแทนก็อาจจะสู้กับกองทุนรวมหุ้นได้ไม่ดีนักแต่ก็ยังสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ถัดมาเป็นกลุ่ม ‘กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์’ ที่จะช่วยสร้างกระแสรายได้กลับมาในรูปของเงินปันผลที่สม่ำเสมอจากค่าเช่า และสุดท้าย ‘กองทุนประหยัดภาษี’ เป็นตัวช่วยออมที่ดีมาก เช่น ‘RMF’ เพราะมีหลายประเภทกองทุนให้เลือกลงทุน  นอกจากจะได้ออมเงินแล้วยังได้ลดหย่อนภาษีด้วย ถือเป็นกำไร 2 ต่อสำหรับคน ‘Gen-X’ ที่มีรายได้สูงนั่นเอง


สำหรับคน ‘Gen-X’ ควรปรับพอร์ตการลงทุนโดยลดน้ำหนักของกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงให้ลดลง แต่ยังคงต้องลงทุนอยู่เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้เงินเติบโตด้วย เพียงแต่อาจจะขยับปรับมาสู่ ‘กองทุนหุ้นปันผล’ ที่มีโอกาสได้รับกระแสรายได้ในรูปของ ‘เงินปันผล’ กลับคืนมาในระหว่างที่ลงทุน หรือกลุ่ม ‘กองทุนดัชนี (Index Fund)’ ที่มีการบริหารเชิงรับ (Passive Fund) กระจายการลงทุนในตะกร้าหุ้นของดัชนีอ้างอิง เช่น SET หรือ SET50 เป็นต้น ช่วยลดความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง และมีต้นทุนการลงทุนที่ถูกกว่าด้วยถือเป็นทางเลือกในกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงที่น่าสนใจสำหรับคนวัยนี้


“ช่วงอายุ ก็ถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งอย่าง ที่สามารถใช้เป็นแนวทางหรือตัวกำหนดสินทรัพย์ที่จะนำเข้ามาในพอร์ตการลงทุนได้ เพราะคนในแต่ละช่วงวัย หรือต่าง Generation ย่อมมีเป้าหมายทางการเงินที่แตกต่างกันออกไปแต่ไม่ว่าคุณจะเป็นคนใน Gen ไหน ก็สามารถบรรลุถึงเป้าหมายการลงทุนได้ไม่ยาก แค่เริ่มลงทุนเท่านั้นเอง ถ้าใครยังไม่เคยลงทุน ไม่สำคัญว่าคุณเป็น Gen อะไร ไม่ต้องกลัวที่จะเริ่มช้าไป เพียงแค่ “เลือกกองทุน” ที่เหมาะสมกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของคุณ ‘จัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)’ อย่างเหมาะสม และเลือกใช้เครื่องมืออย่าง ‘กองทุนรวม’ มาเป็นตัวช่วยให้บรรลุ ‘เป้าหมายทางการเงิน’ เพราะเริ่มง่ายใช้เงินน้อย หลักร้อยก็ลงทุนได้”


>>สนใจเปิดบัญชีกองทุนรวม: คลิกเลย!!


คำเตือน: ผลตอบแทนในอดีต มิได้รับประกันถึงผลตอบแทนในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาคู่มือสิทธิประโยชน์ทางภาษี ก่อนตัดสินใจลงทุน