Official Update :

“หนี้ครัวเรือนสูง” สะท้อนถึงความเสี่ยง...‘การผิดนัดชำระหนี้’ ของสินเชื่อต่างๆ เพิ่มมากขึ้น!!!

ตอนที่แล้วเราได้ให้คำแนะนำ เรื่องการดูแลความปลอดภัยในการใช้จ่ายเงิน และก่อนหน้านั้นคือ เรื่องการบริหารเงินสดเพื่อสร้างสภาพคล่อง แต่คงจะไม่ครบถ้วนหากยังไม่พูดถึงเรื่องการบริหารจัดการ "หนี้"  ซึ่งเป็นอีกส่วนสำคัญสำหรับการทำธุรกิจและการเงินส่วนบุคคล แต่วันนี้อยากเน้นที่ “การจัดการหนี้ส่วนบุคคล” เป็นหลักก่อนครับ


“ต้องบอกว่าฐานะการเงินของแต่ละคนนั้นแตกต่างไม่เหมือนกัน บางคนมีรายได้แต่ก็มีหนี้สินที่ไม่พอชำระ หรือบางคนมีรายได้มากแต่ใช้หนี้มากจึงไม่พอใช้จ่าย แต่ไม่ว่าจะอย่างไร หนี้สิน คือภาระทางการเงินอย่างหนึ่งที่ต้องบริหารจัดการให้ถูก ซึ่งการมีหนี้ไม่ใช่เรื่องไม่ดี หากหนี้ส่วนนั้น เป็นหนี้ที่ทำให้เกิดมูลค่าในอนาคต เช่น หนี้จากการซื้อบ้าน หนี้เพื่อการลงทุนทำธุรกิจฯ แต่บางครั้งเราอาจเผชิญการเกิดหนี้ด้วยจำเป็นขึ้นได้ เช่น เกิดการเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาล หรือต้องซ่อมแซมบ้านเรือน, ซ่อมรถ รวมไปถึงการก่อหนี้จากการใช้จ่ายที่ไม่ระมัดระวัง เป็นต้น”


ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่มีส่วนทำให้ “รายได้” ไม่พอกับ “รายจ่าย” ที่เพิ่มขึ้น คนจำนวนมากจึงมีความต้องการเข้าถึงสินเชื่อเพิ่มขึ้นเพื่อการดำรงชีวิต แต่การปล่อยสินเชื่อยังมีข้อจำกัดอยู่ที่ธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งมีนโยบายการอนุมัติที่แตกต่างกัน จึงทำให้คนหันไปใช้บริการสินเชื่อนอกระบบแทนจนต้องแบกรับต้นทุนจากดอกเบี้ยที่สูง





ข้อมูลที่น่าตกใจล่าสุด จาก “สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)” ระบุว่า "ตัวเลขหนี้ครัวเรือน" ของประเทศไทย ณ ไตรมาส 2 ปีของปีนี้  มีตัวเลขสูงถึง 14.27 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 89.3% ต่อ GDP ซึ่งตัวเลขดังกล่าวบวกกับภาวะเศรษฐกิจเวลานี้ ค่อนข้างมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ของสินเชื่อต่างๆ โดยเฉพาะบัตรเครดิตเพิ่มมากขึ้น


หากทำความใจเรื่อง “การก่อหนี้” แล้วจะพบว่า การมีหนี้ที่ไม่สามารถบริหารจัดการได้นั้น ส่งผลกระทบไปถึงการดำรงชีวิต, การทำงาน, สภาพจิตใจ ไปจนถึงภาคส่วนสังคม เช่น อาชญากรรม ดังนั้นประเทศไทยต้องมีเครื่องมือและช่องทางการบริหารจัดการหนี้อย่างเป็นระบบในระยะยาว เช่น ผ่านสถาบันการเงินที่มีความพร้อมให้บริการ เพื่อให้คนสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบที่สะดวก เช่น สินเชื่อจากบริษัทในรูปแบบ "สินเชื่อสวัสดิการ" ที่ให้พนักงานสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อนำไปชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าให้หมดไป ซึ่งเป็นเรื่ององค์กรและบริษัทต่างๆ ควรให้ความสำคัญเพราะส่งผลต่อกำลังใจการทำงานของพนักงาน ควบคู่ไปกับสวัสดิการอื่นที่มีอยู่เดิม อีกทั้งเป็นลดการเข้าถึงหนี้นอกระบบในทางอ้อม



“การไม่มีหนี้ ถือเป็น
‘กุญแจ’ ที่เปิดโอกาสให้เรามีอิสรภาพทางการเงินและสร้างความมั่นคงทางการเงินได้”

กลุ่มบริษัท KTBST เล็งเห็นความจำเป็นและสนับสนุนการขจัดปัญหาหนี้ให้กับคนวัยทำงานในทุกกลุ่ม จึงออกแบบพัฒนา “บริการสินเชื่อสวัสดิการ” แก่องค์กรต่างๆ ผ่าน “บริษัท KTBST LEND เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยบริหารจัดการหนี้สินของกลุ่มคนทำงานในประเทศให้ดีขึ้น ควบคู่ไปกับการให้ความรู้การออมและลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินและด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ที่สะดวกรวดเร็วและปลอดภัย 


สศช. ยังรายงานด้วยว่า ไตรมาส  3 ของปีนี้อัตราการว่างงานยังเพิ่มขึ้น โดยมีผู้ว่างงานจำนวน 8.7 แสนคน หรือคิดเป็น 2.25% สูงสุดตั้งแต่มีการระบาดของโควิด


“เป็นรายงานที่สะท้อนและตอกย้ำได้ชัดว่า เรื่องการสร้างรายได้ การบริการหนี้สินของคนในประเทศ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการวางแผนและจัดการอย่างเร่งด่วน ในระดับโครงสร้างของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องมีบทบาทเกี่ยวข้อง”


เช่นเดียวกับที่ผมได้เคยเน้นย้ำไปในตอนก่อนๆ ว่า “วินัยทางการเงิน” เป็นเรื่องที่เราทุกคนต้องตระหนัก ควรหมั่นศึกษาหาข้อมูลความรู้ให้มากและไม่หลงเชื่อคำเชิญชวนต่างๆ ที่เราไม่มีความรู้ และอย่าพยายามเลือกรวยทางลัด เพราะอาจจะนำมาซึ่ง “หนี้สิน” ที่เราไม่อาจย้อนกลับไปแก้ได้

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์

ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เคทีบีเอสที (KTBST) และอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน ที่ชอบถ่ายทอด แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเศรษฐกิจ การเงิน ให้กับคนไทยและตลาดทุน ได้มีความเข้าใจในการการวางแผนทางการเงิน เพื่อประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย