Official Update :

รู้หรือไม่?...ถ้าเข้าใจเรื่อง “เงินทุน” จะช่วยบริหารเงินทุนได้อย่าง ‘มีประสิทธิภาพ’

หนึ่งในรูปแบบการลงทุนที่หลายๆ คนให้ความสนใจ นอกเหนือจากการลงทุนในหลักทรัพย์ หรือสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ก็คือ “การลงทุนประกอบธุรกิจ” หรือการผันตัวเองจากมนุษย์เงินเดือนมาเป็น ‘ผู้ประกอบการ’ หรือ ‘เป็นเจ้าของกิจการ’

“อย่างไรก็ตาม ในการประกอบธุรกิจใดๆ นั้น ผู้ประกอบการย่อมต้องการ ‘เงินทุน (Capital)’ เพื่อนำมาใช้ในการก่อตั้งกิจการ ตลอดจนนำมาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานในแต่ละวัน รวมถึงใช้ในการขยายกิจการให้มีความเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต ซึ่งการจัดหาเงินทุนนั้นอาจมาจากการใช้เงิน ‘ทุนส่วนตัว’ ของผู้ประกอบการเอง หรืออาจมาจากการใช้เงินทุนภายนอกของผู้อื่นในรูปแบบของ ‘การกู้ยืม’ หรือ ‘การเข้าร่วมทุนกัน’ ก็เป็นได้”

โดยลักษณะที่สำคัญของ “เงินทุน” ที่ผู้ประกอบการควรรู้ มีดังต่อไปนี้

  • เป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจตั้งแต่เริ่มก่อตั้งกิจการ ตลอดจนระหว่างดำเนินกิจการ ที่ช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานด้านต่างๆ ของกิจการนั้นๆ เป็นไปอย่างสะดวก ลุล่วงโดยไม่สะดุดหยุดลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดซื้อเครื่องจักร วัตถุดิบ การพัฒนา และวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ การปรับปรุงกระบวนการผลิต การโฆษณาประชาสัมพันธ์ การจัดจำหน่ายสินค้า การขยายตลาด หรือแม้แต่การให้บริการ

“แน่นอนว่า ธุรกรรมต่างๆ เหล่านี้ต่างก็จำเป็นที่ต้องใช้เงินทุนด้วยกันทั้งสิ้น นอกจากนี้ ในช่วงที่กิจการยังไม่มีรายได้จากการจัดจำหน่ายสินค้า หรือบริการ การมีเงินทุนสำหรับใช้หมุนเวียนภายในกิจการเอง หรือรักษาไว้ซึ่งสภาพคล่องก็ถือว่า เป็นปัจจัยที่จำเป็นอีกอย่างหนึ่งซึ่งจะขาดไม่ได้อีกด้วย จึงอาจกล่าวได้ว่า หากไร้ซึ่งเงินทุน ไม่ว่ากิจการใดก็คงไม่สามารถที่จะอยู่รอดได้”

  • เป็นทรัพยากรที่หายาก และมีอยู่อย่างจำกัด (Scarcity) ทั้งนี้ก็เพราะในการลงทุนประกอบธุรกิจใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องใช้เงินทุนเป็นจำนวนมาก แต่ใช่ว่าผู้ประกอบการทุกคนจะมีเงินทุนส่วนตัวมากเพียงพอที่จะนำมาใช้สำหรับเริ่มก่อตั้งกิจการได้เอง เนื่องจากเงินที่เก็บสะสมเพื่อนำมาลงทุนนั้น ส่วนใหญ่มักจะมีจำนวนค่อนข้างจำกัด

“ดังนั้น เมื่อเงินทุนมีไม่มากพอกับความต้องการ ก็ต้องไปเสาะแสวงหาจาก ‘แหล่งเงินทุนภายนอก’ อื่นๆ มาเพิ่ม ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า จะหามาได้อย่างง่ายๆ เนื่องจากแหล่งเงินทุนจากภายนอกก็ใช่ว่าจะมีอยู่อย่างไม่จำกัด ทำให้ต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินทุนตามที่ต้องการนั้น ตลอดจนต้องปฎิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ที่ผู้เป็นเจ้าของเงินทุนภายนอกได้กำหนดขึ้น”

นอกจากนี้ แม้ว่ากิจการจะมีเงินทุนอย่างเพียงพอในการดำเนินธุรกิจ แต่หากไม่สามารถบริหารเงินทุนที่มีอยู่นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็ย่อมมีโอกาสที่เงินทุนจะขาดแคลน หรือหมดลงไปได้ทุกเมื่อเช่นกัน และอาจส่งผลให้การระดมเงินทุนจากแหล่งเงินทุนภายนอกในครั้งต่อๆ ไปเป็นไปได้ยากขึ้น

  • มีต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital) โดยหากเป็นการใช้ ‘เงินทุนส่วนตัว’ เพื่อนำมาลงทุนในกิจการ ก็จะมี ‘ต้นทุนเสียโอกาส (Opportunity Cost)’ เกิดขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการไม่สามารถนำเงินทุนส่วนนั้นไปใช้ทำประโยชน์ในด้านอื่นๆ ได้

แต่หากเป็นการใช้ ‘แหล่งเงินทุนภายนอก’ จากผู้อื่น ก็อาจมีต้นทุนที่เกิดขึ้นในรูปของ ‘ดอกเบี้ย’ หรือ ‘เงินปันผล’ ที่ต้องจ่ายเป็นผลตอบแทนคืนให้แก่ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนภายนอกนั้นๆ (ข้อสังเกต: ผลตอบแทนขั้นต่ำที่เจ้าของเงินทุนพึงได้รับจากการนำเงินมาลงทุนในกิจการ ก็คือ ต้นทุนทางการเงินที่กิจการต้องจ่ายออกไปเพื่อให้ได้เงินทุนนั้นมาใช้)”

  • สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Mobility) โดยหากพิจารณาในแง่ของ ‘ผลตอบแทน’ ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนภายนอกย่อมต้องการที่จะเคลื่อนย้ายเงินทุนของตนจากแหล่งลงทุน (กิจการ) ที่ให้ผลตอบแทนต่ำไปยังแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเสมอ

ในทางกลับกัน หากพิจารณาในแง่ของ ‘ความเสี่ยง’ ผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนภายนอกก็ย่อมที่จะตัดสินใจเคลื่อนย้ายเงินทุนของตนจากแหล่งลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงไปยังแหล่งลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่านั่นเอง”

  • “อ่อนไหว” หรือ “ไว” (Sensitivity) ต่อเหตุการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตัวกิจการ โดยเฉพาะเมื่อเกิดผลกระทบทาง ‘ด้านลบ’ ขึ้นจนทำให้ความต้องการลงทุนในกิจการนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ก็อาจส่งผลต่อเนื่องให้มีการตัดสินใจเคลื่อนย้ายเงินทุนออกจากกิจการดังกล่าวไปยังกิจการอื่นโดยผู้ที่เป็นเจ้าของเงินทุนในที่สุดก็เป็นได้

ดังนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นลงทุนประกอบธุรกิจใดๆ ก็ตาม ผู้ประกอบการควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะที่สำคัญของ “เงินทุน” ให้ดีเสียก่อน เพื่อที่จะนำมาใช้เป็นแนวคิดพื้นฐานในการจัดหา และบริหารเงินทุนของกิจการตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดนั่นเองครับ