“ดอกเบี้ยขาขึ้น” จุดจบกลุ่ม “หุ้นเติบโต-Crypto”… ช่วง “Stagflation” ถือ ‘เงินสด’ เซฟสุด-ถ้าหุ้นต้องกลุ่ม “Defensive-Value” !!!
Wealthy Way: “ดอกเบี้ยขาขึ้น” น่าจะเป็นของแสลงกับ “หุ้นเติบโต” (Growth) และน่าจะรวมไปถึงสินทรัพย์สายซิ่งที่เป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่อย่าง “Crypto” ด้วยเช่นกัน
เพราะตลอดเส้นทางของ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เป็นต้นมา ก็เขย่าสินทรัพย์ทั้ง 2 กลุ่มนี้อย่างหนัก เรียกว่า...แค่ส่งสัญญาณว่าจะขึ้น ก็ “รูดกันระนาว” แล้ว เมื่อขยับปรับขึ้นจริงก็เล่นเอานักลงทุนฝันร้ายไปตามๆ กัน
“เสาร์ทมิฬ” 18 มิ.ย. 22 ที่ผ่านมา “Crypto” หลักอย่าง “Bitcoin” และ “Ethereum” ก็ดำดิ่งทำ ‘จุดต่ำสุด’ ในรอบ 2 ปีกันไปเรียบร้อยแล้ว ต่ำกว่าระดับ 19,000 ดอลลาร์ และ 1,000 ดอลลาร์ ตามลำดับ และนับตั้งแต่ต้นปีมาทั้ง 2 Crypto ติดลบไปแล้วกว่า -60% และ -73% ตามลำดับ
ไม่ต่างอะไรกับ “5 เสือตระกูล ARK” กองหุ้นเทคโนโลยีในตำนาน ก็ยังดิ่งต่อแดงยกแผงตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (17 มิ.ย. 22) ARKK -60%, ARKQ -36%, ARKW -60%, ARKF -63% และ ARKG -54% ลบสะท้านพอร์ตนักลงทุนไปตามๆ กัน
ที่สำคัญ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ยังจะเดินหน้าต่อไปตามยุทธการสยบเงินเฟ้อสูงเช่นนี้ นักลงทุนที่ชื่นชอบสาย “Growth” และ “Crypto” ก็ต้องใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะใน “นาฬิกาลงทุน” (Investment Clock) ไม่ปรากฏสินทรัพย์แนวนี้อยู่ในแผนที่การลงทุนในช่วง “Stagflation” แต่ประการใด
ส่วนจะลงทุนอะไรดี?...ในช่วง “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เช่นนี้ ตามทีมงาน ‘Wealthythai’ ไปไข “Investment Clock” หาคำตอบไปพร้อมๆ กันได้เลย

“ดอกเบี้ยขาขึ้น” ยังไม่จบ...“สหรัฐ” ต้องการทำให้ ‘Wealth Effect’ ลดลง-ชะลอดีมานด์ ‘ดึงเงินเฟ้อลงต่ำ’
“ดอกเบี้ยขาขึ้น” ถือเป็นหนึ่งใน “วงจรเศรษฐกิจ” ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ แต่กับนักลงทุนบางกลุ่มก็อาจนำมาซึ่งความสูญเสียขนาดใหญ่อย่างที่คาดไม่ถึงมาก่อนเช่นเดียวกัน หนึ่งในนั้นคือตัวอย่างของ “หุ้นเติบโตสูง” (Growth) และ “Crypto” ซึ่งถูกจัดชั้นให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน (ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่...เป็นวิจารณญาณของแต่ละปัจเจกบุคคลก็แล้วกัน) ใครที่ลงทุนไปก่อนหน้าก็ถือว่าเป็น “ฝันร้าย” ได้เลยทีเดียว
“การขึ้นดอกเบี้ยของ ‘ธนาคารกลางสหรัฐ’ (FED) ยังจะมีต่อเนื่องจากสัญญาณครั้งล่าสุดจะไปจบสิ้นปีที่ 3.5% ซึ่งยังขึ้นได้อีก +1.75% ภายในสิ้นปี ส่วนขนาดกลางขึ้นจะดีกรีไหนต้องตามลุ้นกันต่อไป แต่หนึ่งในเป้าหมายที่ทำให้ Wealth Effect ของคนลดลงก็น่าจะสัมฤทธิ์ผลอยู่พอสมควร กับความมั่งคั่งที่หายไปในตลาดทุน เพราะเงินไม่ได้หามาได้ง่ายๆ จะจับจ่ายใช้สอยอะไรก็จะระมัดระวังมากขึ้นไม่ฟุ่มเฟือยเช่นในอดีต ดีมานด์ลดลงก็จะไปดึงเงินเฟ้อลงได้เช่นกัน ซึ่ง FED เองคงรอดูผลกระทบหลังจากขึ้นดอกเบี้ย +0.75% มาอยู่ที่ระดับ 1.5-1.75% ครั้งล่าสุดก่อน ว่าจะสะกดเงินเฟ้อได้มากน้อยแค่ไหน”
ช่วง “Stagflation” ถือเงินสด ‘ลดเจ็บตัว’…ส่วนหุ้นที่เหมาะสมต้อง “Defensive, Value”
แล้วในช่วง “ดอกเบี้ยขาขึ้น”...จะลงทุนอะไรดี?
แนวคิดของ “นาฬิกาลงทุน” (Investment Clock) นั้น เชื่อว่าไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหนในวงจรเศรษฐกิจ ก็จะมีสินทรัพย์หนึ่งๆ ที่ให้ผลตอบแทนได้ดีเสมอนั่นเอง (สำคัญ...คือเราต้องเลือกลงทุนให้ถูกต้อง ถ้าผิดทิศ-ผิดทาง ก็อาจบาดเจ็บสาหัส อาการหนักเอาได้ง่ายๆ เช่นเดียวกัน) โดยแบ่งวงจรเศรษฐกิจและสินทรัพย์ที่ดีสุดในแต่ละช่วงไว้ 4 ช่วง ด้วยกัน
ดอกเบี้ยขึ้น...ขึ้นเพื่อ ‘สกัดเงินเฟ้อสูง’...
Stagflation: ช่วงนี้ นักลงทุนจะได้ยินคำศัพท์ “Stagflation” กันบ่อยมาก จริงมั้ย?...เป็นภาวะที่เงินเฟ้อสูงและเศรษฐกิจชะลอตัวนั่นเอง หันไปมองใน Investment Clock แล้ว ช่วงนี้สินทรัพย์ที่เหมาะสม คือ “เงินสด” (ตามตำรานะ) เพราะเศรษฐกิจเริ่มโตลดลง แต่เงินเฟ้อยังเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้สินทรัพย์เสี่ยงอย่าง “หุ้น” เริ่มปรับตัวลดลงจากผลประกอบการที่เริ่มมีแนวโน้มลดลง ทำให้สินทรัพย์ที่น่าสนใจมากที่สุดคือ “เงินสด” เพื่อลดโอกาส “เจ็บตัว” นั่นเอง
“ส่วน ‘หุ้นที่ดีสุด’ ที่จะลงทุนได้ในช่วง Stagflation นี้ เป็นหุ้นกลุ่ม Defensive, Value ที่ทนทานกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้ดี จึงไม่น่าแปลใจว่าในช่วงที่ผ่านมามีการเปลี่ยนกลุ่มเล่นจากหุ้น Growth เข้ามาหุ้นตระกูลนี้แทน ตามสูตของ Investment Clock”

Reflation: เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจอ่อนแอเติบโตช้า ความต้องการสินค้าและบริการต่างๆ ลดลงจากวิกฤติเศรฐกิจที่เพิ่งผ่านไป ทำให้ราคาสินค้าต่างๆ ลดลง “เงินเฟ้อลดลง” ส่งผลให้การปรับ ‘ลดดอกเบี้ย’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นมีแนวโน้มเป็นไปได้ ในช่วงนี้ “ตราสารหนี้” จึงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสุด ทั้งในแง่ของความปลอดภัยที่ให้ได้มากกว่า และโอกาสที่ราคาจะขึ้นจากดอกเบี้ยที่ลดลงนั่นเอง
“ส่วน ‘หุ้นที่ดีสุด’ ที่จะลงทุนได้ในช่วง Reflation นี้ เป็นหุ้นกลุ่ม Defensive, Growth (หุ้น Growth มัก Perform ได้ดีในช่วงดอกเบี้ยต่ำ)”
Recovery: เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวจากการกระตุ้นของภาครัฐ การจับจ่ายใช้สอย การลงทุนเริ่มกลับมามีมากขึ้น เศรฐกิจเติบโตสูง ในขณะที่เงินเฟ้อยังต่ำ ซึ่งหมายถึงกำไรในอนาคตของบรรดาบริษัทจดทะเบียนต่างๆ มีแนวโน้มฟื้นตัวในภายภาคหน้า ในช่วงนี้ “หุ้น” จึงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสุด
“ส่วน ‘หุ้นที่ดีสุด’ ที่จะลงทุนได้ในช่วง Recovery นี้ เป็นหุ้นกลุ่ม Cyclical, Growth เหมือนที่ผ่านมาหลังเปิดประเทศเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ‘หุ้นวัฏจักร’ (Cyclical) ก็จะปรากฏอยู่ในโพยหุ้นแนะนำสำหรับนักลงทุน”
Overheat: เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจฟื้นตัว ผลประกอบการบริษัทต่างๆ ดีอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจโตเร็ว และเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้นอีกครั้ง จาการใช้จ่ายที่มากขึ้น บริษัทต่างๆ เร่งการผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อตอบรับกับการบริโภคที่กลับมาอย่างเต็มตัว ในช่วงนี้ “สินค้าโภคภัณฑ์” จึงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจสุด จากความต้องการใช้ปัจจัยการผลิตที่สูงขึ้นมากในช่วงนี้
“ส่วน ‘หุ้นที่ดีสุด’ ที่จะลงทุนได้ในช่วง Overheat นี้ เป็นหุ้นกลุ่ม Cyclical, Value”
ซึ่ง “วงจรเศรษฐกิจ” ก็จะพลวัตหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ รอบแล้ว...รอบเล่า ไม่ต่างกับ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ที่เป็นส่วนหนึ่งของวงจรเศรษฐกิจ ที่หมุนเวียนเปลี่ยนขึ้น-ลงเช่นกัน สุดท้ายแล้วจะพบว่า...ในทุก “วงจรเศรษฐกิจ’ นั้น ก็มี “โอกาสการลงทุน” อยู่เสมอ ตามแนวคิดการลงทุนของ “Investment Clock” หากผู้ลงทุนสามารถ “จัดสรรเงินลงทุน” ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นๆ ได้ ก็ย่อมจะส่งผลบวกต่อพอร์ตการลงทุนได้ไม่มากก็น้อยเช่นกัน ขอให้โชคดีมีชัยในการลงทุนทุกๆ คนครับ
