เปิด “พอร์ตหุ้น-ประกันสังคม” 62 ตัว...ในมือถืออะไรบ้าง?... หลังจบครึ่งปีแรกปรับพอร์ต “ลดสัดส่วนหุ้น” รับตลาดผันผวน !!!

Wealthy Way: หนึ่งในปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ “ซื้อได้...แต่ขายไม่เป็น” จนบางครั้งจากพอร์ตที่มี “กำไร” ถือไปถือมาจน “ขาดทุน” กลายเป็น “กำไรทิพย์” ไปเฉยๆ


ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของนักลงทุนในตลาดหุ้น เป็น “จุดบอด” ที่กลายมาเป็น “จุดตาย” กันเลยทีเดียว เพราะมีเรื่องให้ต้องคิดเยอะ จะขายที่ราคาเท่าไร? ขายแล้วจะไปซื้ออะไรหรือลงทุนอะไรต่อดี? ขายแล้ว หุ้นขึ้น...ไม่เป็นการ ขายหมู ไปหรอกหรือ สารพัดให้คิดไป (นับเป็นเรื่องปวดหัวเรื่องหนึ่งของนักลงทุนเลยทีเดียว)


ในทางตรงข้าม “การซื้อ” นักลงทุนส่วนใหญ่กลับไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไรนัก !!! (เปิดดูอีกที...มีหุ้นเต็มพอร์ต)


คำแนะนำหนึ่ง คือ ดูคนที่ประสบความสำเร็จแล้วทำตาม พยายามเรียนรู้จากเขาซิ น่าจะเป็นวิธีการที่ง่ายกว่า


เราลองมาดู “พอร์ตหุ้น” ของนักลงทุนสถาบันรายใหญ่ในตลาดหุ้นไทยอย่าง “กองทุนประกันสังคม” กันดูบ้างดีกว่า


ช่วงครึ่งแรกของปี22 “หุ้นไทย” ปรับตัวลง -5.38% จากการสำรวจข้อมูลของทีมงาน ‘Wealthythai’ พบว่า ขนาดพอร์ตหุ้นของกองทุนประกันสังคมลดลงเหลือ 2.34 แสนล้านบาท ลดลงกว่า -20% !!!


หุ้นในพอร์ตจากสิ้นปี21 ที่มี 80 ตัว จบครึ่งปีเหลือ 62 ตัว มีหุ้นที่ “หายไปจากพอร์ต 19 ตัว” และมี “หุ้นเข้าใหม่ 1 ตัว” นี่แสดงว่า...มีการ “ปรับพอร์ต” รับตลาดผันผวนในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานั่นเอง


เรื่องราวจะเป็นยังไงนั้น ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย...





“ซื้อได้-ขายเป็น”...อีกหัวใจหลักในการขับเคลื่อน
‘ผลตอบแทน’

นอกเหนือจาก “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) ซึ่งถือเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนผลตอบแทนระยะยาวแล้ว เรื่องของการ “ซื้อได้-ขายเป็น” ก็เป็นอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน


หนึ่งในปัญหาของนักลงทุนส่วนใหญ่ คือ “ซื้อได้...แต่ขายไม่เป็น” กลับไม่เป็นปัญหาของกลุ่ม “นักลงทุนสถาบัน” แต่ประการใด และน่าจะเป็นหลักการเดียวกันกับนักลงทุนสถาบันทุกค่ายบนโลก


-การ “เพิ่ม-ลด” สัดส่วนการลงทุนในหุ้น: นี่ก็เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ใช้มองน้ำหนักหุ้นใน “ภาพรวม” เป็นตัวกำหนดว่า...ควรจะ “ซื้อ” หรือ “ขาย” หุ้นดี เช่น ในภาวะที่มองว่าตลาดหุ้นไม่ดีจะเป็นขาลง การลดสัดส่วนหุ้นลง น่าจะตอบโจทย์มากกว่า แล้วค่อยหาจังหวะซื้อกลับมาอยู่ในจุดที่เหมาะสม เป็นต้น

-การขายหุ้นที่เต็มมูลค่า หรือ ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน: เป็นการมองมาในระดับของ “หุ้นรายตัว” แล้วว่าควรจะขายได้หรือยัง? ซึ่งหลักๆ ในการขายจะมาจาก 2 ปัจจัย คือ


1) หุ้นเต็มมูลค่า เช่น ซื้อหุ้น A ราคา 10 บาท มองราคาเป้าหมาย 12 บาท เมื่อราคาถึงเป้าหมาย 12 บาท ก็ขาย


2) ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยน  เช่น ซื้อหุ้น Z เพราะเป็นเจ้าตลาดสื่อสาร แต่จู่ๆ มีการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจไปทำธุรกิจใหม่แทน แบบนี้ก็อาจพิจารณาขายได้เช่นกัน เป็นต้น


“และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ กองทุนประกันสังคม มีการลดขนาดพอร์ตหุ้นหลังจบครึ่งปีแรกลงเหลือ 2.34 แสนล้านบาท จากสิ้นปี21 ที่ 2.93 แสนล้านบาท หรือลดลงกว่า -20% โดยมีหุ้นที่หายไป 19 ตัว และหุ้นเข้าใหม่ 1 ตัว ได้แก่ THCOM



เปิด 62 หุ้นในพอร์ต “กองทุนประกันสังคม”...“
SCC” เบียดขึ้นอันดับหนึ่ง 7.84% มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ การปรับ “ลด-เพิ่ม” น้ำหนักหุ้นในพอร์ตก็เป็นอีกกลยุทธ์หนึ่งที่นักลงทุนสถาบันใช้กัน เวลาจะซื้อ กลุ่มนักลงทุนสถาบันก็จะมี Universe ของหุ้นที่สามารถลงทุนได้เป็นตะกร้าหุ้นไว้ให้เลือกลงทุน จะกี่ตัวก็แล้วแต่ค่าย ซึ่งก็จะมีมาพร้อมกับมูลค่าของหุ้นแต่ละตัวพร้อมสรรพ (ทั้งที่ทำเองภายในและใช้บทวิเคราะห์จากภายนอกประกอบ)


“ฉะนั้น หุ้นที่นักลงทุนสถาบันเข้าลงทุนจะมีเป้าหมายการลงทุนที่ชัดเจน เรียกว่าซื้อก็ชัดเจน ตอนขายก็ชัดเจน ไม่ใช่ซื้อด้วยเหตุผล แล้วขายเพราะตกใจตลาดหุ้นตกแน่นอน จนมีคำแนะนำในแวดวงตลาดหุ้นว่าเข้าซื้อด้วยเหตุผลใด ก็ให้ขายด้วยเหตุผลนั้น (ไม่งั้น...จะมั่วและเจ็บตัวเอาได้ง่ายๆ นั่นเอง)”





ทั้งนี้ หากโฟกัสมาในส่วนของ หุ้นไทย ที่กองทุนประกันสังคมลงทุนอยู่ 2.34 แสนล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสที่2/22 นั้น แม้จะเหลือหุ้นเพียง 62 ตัว แต่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นหุ้นเดิมที่ถือมาตั้งแต่สิ้นปี21 นั่นเอง (มีเพียง THCOM ที่เข้ามาใหม่)


และ 10 อันดับแรก ยังคงเป็นหุ้นเดิมแต่เปลี่ยนอันดับกันไปเท่านั้นเอง ซึ่งล้วนเป็นหุ้นใหญ่ที่เป็นผู้นำในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมแทบทั้งนั้น จากสิ้นปี21 ที่ PTT เป็นอันดับ1 ก็สลับมาเป็น SCC แทน และตามมาด้วย PTT, AOT, BDMS, ADVANC, CPALL, BBL, KBANK, CPF และ SCB  โดย 7 ตัวแรกมูลค่าเกิน 1 หมื่นล้านบาทขึ้นไป ซึ่งถือเป็นหุ้นชั้นนำที่พูดชื่อขึ้นมาก็คงหาคนไม่รู้จักได้น้อยเต็มที” (Top 10 ณ สิ้นปี21 ได้แก่ PTT, ADVANC, SCC, SCB, BDMS, CPALL, AOT, KBANK, BBL และ CPF)


จะเห็นได้ว่า “กองทุนประกันสังคม” นั้น นอกจากใช้กลยุทธ์เรื่องของ “Asset Allocation” แล้ว ยัง “ซื้อได้-ขายเป็น” เป็นอีกกลยุทธ์ที่สำคัญไม่แพ้กัน ดังจะเห็นได้จากการ “ปรับพอร์ตหุ้น” ในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมานั่นเอง ซึ่งถือเป็น Movement ที่น่าสนใจของนักลงทุนสถาบันเบอร์ใหญ่ของไทยเช่นนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่นักลงทุนทั่วไปจะได้มองเอาไว้เรียนรู้และใช้เป็นแนวทางได้ เพื่อประโยชน์ในการลงทุนของตัวเองได้ไม่มากก็น้อย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 22 hours ago
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
Updated 2 hours ago
Stock of the Day
TU ฉลอง 10 ปี กลยุทธ์ “Sea Change” ชี้เชื่อมโยงการเงิน-ความยั่งยืนถึง 75% ลุยกุ้งคาร์บอนต่ำ ดัน Net Zero ในปี 2030
Updated 1 hour ago
Stock of the Day
SpaceX ฉีกธรรมเนียม IPO เคาะราคาขาย 135 ดอลลาร์ล่วงหน้า จำนวน 555.5 ล้านหุ้น ก่อนโรดโชว์ ตลาดจับตาราคาไฟนอล 11 มิ.ย. นี้
Updated 13 minutes ago
Follow Us