Official Update :

ประยุกต์ใช้ “หลัก 3 ป.” ในการบริหารเงิน !!!

Where2put Ur Money: ธุรกิจทุกประเภทไม่เพียงแต่ต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่รอดในโลกใบนี้ได้ หากยังต้องสามารถใช้ทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่อย่างจำกัด (Scare Resources) ภายใต้สภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ และเกิดความคุ้มค่าอีกด้วย ซึ่งก็เป็นไปตามหลักการ 3 องค์ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรเชิงเศรษฐศาสตร์ที่เรียกกันว่า “หลัก 3 ป. (3 Es)” ที่มีรายละเอียดดังนี้


1.ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง กระบวนการดำเนินงานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ทรัพยากรที่เป็นปัจจัยนำเข้า (Input) และผลลัพธ์ที่ออกมา (Output) โดยจะเน้นไปที่กระบวนการ (Process) ในการแปรสภาพ หรือการผลิตที่ทำให้ได้ผลลัพธ์ออกมาดีที่สุดนั่นเอง


แน่นอนว่า กระบวนการแปรสภาพ หรือการผลิตนั้นต้องสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์ออกมาในปริมาณ (Quantity) และคุณภาพ (Quality) ที่เหมาะสม สามารถเสร็จทันตามกำหนดเวลา (Speed/ Time) ตลอดจนทำให้เกิดประโยชน์ (Benefit) สูงสุด ภายใต้ต้นทุน (Cost) ที่ต่ำที่สุด โดยที่ไม่มีการเพิ่มทรัพยากรแต่อย่างใด”


พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นอัตราส่วน (Ratio) ที่ใช้เปรียบเทียบระหว่างผลลัพธ์ที่ออกมา กับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งสามารถเขียนเป็นสมการได้ดังนี้



Efficiency Ratio = Output/ Input


หากผลลัพธ์มากกว่า 1 เท่า แสดงว่า ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แล้วทำให้เกิดผลลัพธ์ออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในทางกลับกัน หากผลลัพธ์ออกมาน้อยกว่า 1 เท่า แสดงว่า ใช้ทรัพยากรไม่คุ้มค่า หรือด้อยประสิทธิภาพ


แน่นอนว่า การใช้ทรัพยากรให้น้อยลง เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีขึ้นย่อมเป็นเรื่องที่ทุกธุรกิจอยากได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ธุรกิจทุกประเภทจะใส่ใจกับการพัฒนาประสิทธิภาพในด้านต่างๆ ของตนให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ Peter Drucker กูรูทางด้านการบริหารชื่อดังระดับโลกได้กล่าวไว้ว่า “ประสิทธิภาพ คือ การทำได้อย่างถูกต้อง (Efficiency is Doing Things Right)” นั่นเอง





2.ประสิทธิผล (
Effectiveness) หมายถึง กระบวนการดำเนินงานที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างผลลัพธ์จากการดำเนินงานกับเป้าหมาย (Goal) หรือความมุ่งหวังที่ได้กำหนดไว้ โดยพิจารณาจากผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นจริงภายในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง แล้วเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ในช่วงระยะเวลานั้นว่า สามารถทำให้สัมฤทธิผลบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้นั้นหรือไม่ หรือได้ผลสำเร็จเป็นไปตามตามความมุ่งหวังที่ได้กำหนดไว้หรือเปล่า


เป็นการมุ่งเน้นที่จุดสิ้นสุดของการดำเนินงานว่า ได้ผลลัพธ์ตามที่ตั้งไว้มากน้อยเพียงใด โดยไม่ค่อยคำนึงถึงต้นทุนหรือทรัพยากรที่ใช้ในการดำเนินงาน แต่จะเน้นในแง่ของผลลัพธ์ที่ได้มากกว่า หากสามารถทำได้ตามเป้าหมายหรือความมุ่งหวังที่ตั้งไว้ก็แสดงว่า การดำเนินงานนั้นมีประสิทธิผลสูง ในทางกลับกัน หากไม่สามารถทำได้ ก็คือ การดำเนินงานไม่มีประสิทธิผล ทั้งนี้ Peter Drucker กูรูทางด้านการบริหารชื่อดังระดับโลกได้กล่าวไว้ว่า “ประสิทธิผล คือ การทำสิ่งที่ถูกต้อง (Effectiveness is Doing the Right Things)”  


3.ความประหยัด (Economy) หมายถึง ความสามารถในการใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาดเท่าที่มีความจำเป็น และคุ้มค่า ไม่นำทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดไปใช้อย่างสิ้นเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้มีทรัพยากรไว้ใช้ได้นานที่สุด หรือสิ้นเปลืองน้อยที่สุด โดยเฉพาะทรัพยากรบางประเภทที่มีวันหมดไปได้ในไม่ช้า จึงต้องใช้อย่างระมัดระวัง คิดก่อนใช้ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องเลิกใช้ หรือหยุดใช้ทรัพยากรนั้นๆ แต่อย่างใด หากแต่ใช้ให้น้อยลงตามความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น


แน่นอนว่า หลักการ 3 องค์ประกอบในการบริหารจัดการทรัพยากรเชิงเศรษฐศาสตร์ที่เรียกกันว่า “หลัก 3 ป. (3 Es)” นี้ ย่อมสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการบริหารการเงินได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจาก “เงิน” ก็ถือเป็นทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด หาได้ยาก และหากบริหารไม่เป็นก็อาจมีวันหมดไปได้ในที่สุดเช่นกันครับ

ดร.ธนัยวงศ์ กีรติวานิชย์

นักวิชาการอิสระสายการเงิน-การลงทุน ชอบสื่อสารเรื่องการเงินยากๆ ให้เข้าใจง่าย ผ่านการสอน งานเขียน และการเป็นวิทยากร ทุ่มเททั้งชีวิต หวังปลุกคนไทยให้ตื่นขึ้นมา อ่านออก-เขียนได้ทางการเงิน