Official Update :

“Asset Allocation” ช่วยให้คุณไม่ลงทุน “ผิดสินทรัพย์-ผิดเวลา”... ไม่พลาด “ทุกโอกาสการลงทุน” !!!

Wealthy Way: หนึ่งในปัญหาสำหรับนักลงทุนโดยทั่วไป คือ การลงทุน “ผิดสินทรัพย์-ผิดเวลา” ซึ่งถือเป็นหนี่งในความเสี่ยงของนักลงทุนทั้งสายที่ “ชอบความเสี่ยง” หรือ “กลัวความเสี่ยง” ก็ตาม


เพราะไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะให้ผลตอบแทนที่ “ดีที่สุด” เป็นที่หนึ่งได้ต่อเนื่องไปในทุกๆ ปี เช่นเดียวกับที่ไม่มีสินทรัพย์ใดที่จะให้ผลตอบแทน “แย่ที่สุด” ต่อเนื่องไปในทุกๆ ปีเช่นเดียวกัน


ทางเลือกที่ตอบโจทย์ทุก “เป้าหมายการลงทุน” จึงเป็นเรื่องของ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) นั่นเอง ซึ่งเป็นโมเดลที่ “นักลงทุนสถาบันชั้นนำทั่วโลก” ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน


และแน่นอนว่า “นักลงทุนทั่วไป” อย่างเราๆ ท่านๆ ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นเดียวกัน วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย



Asset Allocation”...ช่วยลดความเสี่ยง-ไม่พลาด ‘ทุกโอกาสการลงทุน’

ทำไม?...“นักลงทุนสถาบันทั่วโลก” ถึงลงทุนบนพื้นฐานในเรื่องของ “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) รวมถึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำของไทย ว่าว่าจะเป็นกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) หรือกองทุนประกันสังคม เป็นต้น


คำตอบง่ายๆ อาจเพราะองค์ประกอบของผลตอบแทนระยะยาวส่วนใหญ่นั้นมาจาก “การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” เป็นสัดส่วนมากที่สุดสูงถึง 91.5% นั่นเอง ที่เหลือมาจาก การคัดเลือกหลักทรัพย์ที่ลงทุน (Stock Selection)” 4.6%,“การจับจังหวะตลาด (Market Timing)” 1.8% และปัจจัยอื่นๆ อีก 2.1% (ที่มา:“Determinants of Portfolio Performance” Gary Brinson, Randolph Hood and Gilbert Beebower)


“ซึ่งดูเป็นแนวทางที่ตรงข้ามกับ นักลงทุนทั่วไป ใช้กัน ที่จะเป็นการ ย้อนทวนกระบวนการ โดยทุ่มเทสรรพกำลังและเวลาไปกับการมองหาหลักทรัพย์เพื่อลงทุน หรือการจับจังหวะตลาดเป็นสำคัญ ที่มีผลต่อผลตอบแทนน้อยนั่นเอง”





ในครั้งนี้ มีคำแนะนำการจัดสรรเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำของโลกอย่าง “
FIDELITY INVESTMENTมาฝากกัน ซึ่งจะใช้สินทรัพย์หลักๆ เพียง 4 ประเภท ได้แก่ “เงินสด/ตราสารหนี้ระยะสั้น”, “ตราสารหนี้”, “หุ้นในประเทศ” และ “หุ้นต่างประเทศ” มาจัดสรรเงินลงทุนเพื่อตอบโจทย์เป้าหมายการลงทุนทั้ง 6 แบบ ได้แก่ เน้นระยะสั้น (Short-term), เน้นระมัดระวัง (Conservative), เน้นสมดุล (Balanced), เน้นเติบโต (Growth), Aggressive Growth และ Most Aggressive


สำหรับนักลงทุนที่เดินสายกลาง “เน้นสมดุล” (Balanced) จะมีการกระจายการลงทุนไปในทุกสินทรัพย์ได้แก่ “เงินสด/ตราสารหนี้ระยะสั้น” 10%, “ตราสารหนี้” 40%, “หุ้นในประเทศ” 45% และ “หุ้นต่างประเทศ” อีก 5% เป็นต้น


“และสัดส่วนของ หุ้น ซึ่งเป็นสินทรัพย์เสี่ยง จะเพิ่มขึ้นเมื่อเป้าหมายการลงทุนต้องการเน้นเรื่องของผลตอบแทนในระยะยาวที่เพิ่มขึ้น ในทางตรงข้ามสัดส่วนของกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงจะลดลงและไปเน้นในกลุ่ม ตราสารหนี้ ที่มีความเสี่ยงต่ำแทนเมื่อเป้าหมายการเงินต้องการความปลอดภัยหรือเน้นการลงทุนในระยะสั้น”


สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนใน “หุ้น” เพียงอย่างเดียว ก็เสี่ยงต่อการสูญเสียเงินลงทุนในช่วงตลาดแย่เป็นขาลง ในขณะที่คนที่ลงทุนใน “เงินสด/ตราสารหนี้” เพียงอย่างเดียว ก็เสี่ยงเช่นกัน เป็นความเสี่ยงจากการสูญเสียโอกาสในการทำกำไรจากช่วงตลาดขาขึ้น ดังนั้น “การจัดสรรเงินลงทุน” (Asset Allocation) ไม่เพียงจะช่วยลดความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนของคุณเท่านั้น ยังช่วยให้คุณไม่พลาดทุกโอกาสลงทุนอีกด้วย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’