เพราะ “จักรวาลการลงทุน” นั้นกว้างไกล... อย่า “จำกัดการลงทุน” แค่ในไทยเท่านั้น !!!
Wealthy Way: ย้อนไปในอดีตไม่ต้องไกลมาก การจะไป “ลงทุนต่างประเทศ” นั้น ก็ดูเป็นเรื่องไกลตัว ไม่ต่างอะไรกับยุคแรกของการเดินทางด้วย “เครื่องบิน” ที่มีคนเพียงไม่กี่กลุ่มและไม่มากนักที่จะทำได้
แต่ในวันนี้ การเดินทางด้วย “เครื่องบิน” เป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ใช้บริการได้ไปแล้ว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับ “การลงทุนต่างประเทศ” แต่ประการใด
แล้วทำไม...คุณต้อง “จำกัดการลงทุน” ของตัวเองไว้ในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวด้วยเล่า?
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้รวบรวมเอา “3 ช่องทาง-ลงทุนต่างประเทศ” ง่ายๆ มาฝากกัน
1.“กองทุน FIF”...ง่าย-สะดวก-ใช้เงินน้อย !!!
“กองทุนรวมที่ไปลงทุนต่างประเทศ” (Foreign Investment Fund: FIF)” เป็นทางเลือกที่นักลงทุนไทยน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เป็น “กองทุนรวม” ประเภทหนึ่งที่เปิดประตูพานักลงทุนไทยติดปีกไปลงทุนในสินทรัพย์ในจักรวาลการลงทุนที่มีอยู่ทั่วโลกได้อย่างสบาย ไม่ว่าจะเป็นหุ้น, ตราสารหนี้, สินทรัพย์ทางเลือก หรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น เรียกว่า...สินทรัพย์ใดในโลกที่มี ‘กอง FIF’ ก็สามารถไปลงทุนได้ทั้งนั้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสินค้าที่ต้องมีติดหิ้งของบลจ.ทุกแห่งในปัจจุบันกันเลยทีเดียว

“ข้อดีของการลงทุนผ่าน ‘กอง FIF’ ก็คือ ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นน้อย เดี๋ยวนี้บางบลจ.ไม่มีขั้นต่ำ หรือเริ่มต้นกันแค่เพียง 1 บาท ก็มี แต่ถ้าโดยปกติส่วนใหญ่ทั่วไปเงินแค่ 500 – 1,000 บาท ก็ลงทุนได้แล้ว ถือว่าใครๆ ก็ลงทุนได้ในปัจจุบัน ที่สำคัญมีผู้จัดการกองทุนคอยดูแลการบริหารจัดกรลงทุนให้ด้วย”
“ข้อเสีย” คือ การลงทุนในกองทุนนั้นยังคงเน้นกระจายการลงทุนคงไม่ได้โฟกัสหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ ค่าธรรมเนียมการบริหารจัดการก็จะสูงกว่ากองทุนที่ลงทุนในไทยด้วย และเรื่องของสภาพคล่องก็จะต่ำกว่ากองทุนไทย โดยปกติถ้าขายหน่วยลงทุนจะได้เงินก็ต้อง 5 วันทำการหลังจากขาย (T+5) นี่เรียกว่า... “ข้อจำกัด” น่าจะเหมาะสมกว่า
2.“โบรกเกอร์ในไทย” (Offshore Investment)...ช้อปเองโดยตรง-ได้ตรงใจ !!!
มาถึงทางเลือกถัดไปกันบ้าง เป็นการลงทุนผ่าน “โบรกเกอร์ในไทย” (Offshore Investment) ที่ให้บริการลงทุน “หุ้นต่างประเทศ” หรือ “กองทุนต่างประเทศ” ซึ่งปัจจุบันก็มีให้บริการอยู่หลายรายเช่นกัน และด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ทำให้การลงทุนต่างประเทศผ่านช่องทางนี้ของบางโบรกใช้เงินลงทุนที่ไม่มาก และสามารถสมัครใช้บริการได้ง่ายผ่านออนไลน์ได้เช่นกัน

“เป็นช่องทางที่โดยปกติแล้วจะใช้เงินลงทุนขั้นต่ำค่อนข้างมากในระดับหลัก 100,000 บาท ขึ้นไป แต่อย่างที่บอกไว้ว่าด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำก็มีบางแห่งใช้เงินเริ่มต้นไม่มากก็มี เหมาะกับกลุ่มนักลงทุนที่มีประสบการณ์และรับความเสี่ยงได้สูง ‘ข้อดี’ คือ สามารถเลือกลงทุนในหุ้นรายตัวหรือกองทุนที่ตรงใจได้โดยตรงเลย มีบทวิเคราะห์ให้ศึกษา และติดตามได้ง่าย มีเจ้าหน้าที่โบรกเกอร์คอยดูแล แต่ก็แลกมาด้วยค่าธรรมเนียมและค่าคอมมิชชั่นที่ค่อนข้างสูงกว่าด้วยเช่นกัน”
3.“Depository Receipt” (DR)...ซื้อ “หลักทรัพย์ตปท.” ง่ายๆ-ใน ‘ตลาดหุ้นไทย’ !!!
ปิดท้ายกันด้วยทางเลือกที่เพิ่งเข้ามาใหม่ อย่าง “Depository Receipt” (DR) ซึ่งเป็นตราสารแสดงสิทธิในหลักทรัพย์ต่างประเทศที่ซื้อขายได้เหมือนหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย “ข้อดี” ช่วยให้ผู้ลงทุนไทยสามารถลงทุนใน “หลักทรัพย์ที่อยู่ต่างประเทศ” โดยใช้บัญชีซื้อขายหุ้นในการซื้อขาย DR ใน “สกุลเงินบาท” ได้ทันที ซึ่งปัจจุบันก็มี DR ให้เลือกลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยู่หลายตัวเลยที่เดียว ทั้งที่อิงกับ “หุ้น” และที่อ้างอิงกับ “ETF ต่างประเทศ”

“ผู้ถือ DR จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เสมือนไปลงทุนในหลักทรัพย์ต่างประเทศนั้นโดยตรง โดยผู้ลงทุนไทยสามารถใช้บัญชีซื้อขายหุ้นในการซื้อขาย DR ในรูปสกุลเงินบาทได้ทันที โดย “ราคาของ DR” จะเคลื่อนไหวสอดคล้องกับหลักทรัพย์อ้างอิง ปรับด้วยอัตราแลกเปลี่ยนเป็นสกุลเงินบาทแล้ว ซึ่งผลตอบแทนจะอยู่ในรูปของ 1) กำไรจากส่วนต่างของราคา และ 2) เงินปันผล หากหลักทรัพย์อ้างอิงมีการปันผล นั่นเอง ที่สำคัญใช้เงินลงทุนไม่มากหลัก 100 บาทก็เริ่มลงทุนได้แล้ว จึงเป็นอีกทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจเลยทีเดียว”
และนี่ คือ “3 ช่องทาง-ลงทุนต่างประเทศ” ที่เอามาฝากกัน ใครลงทุนช่องทางไหนกันไปบ้างแล้ว หรือยังไม่เริ่มขยับไปลงทุนกันที อย่าลืมว่า...“จักรวาลการลงทุน” ไม่ได้จำกัดแค่ในประเทศไทยเท่านั้นนะ ลองมองการลงทุนของตัวเองให้เป็น “สเกลระดับโลก” ดูบ้างก็คงดี
