แค่ “ถูก” ไม่พอ !...จะลุย “หุ้นจีน” ต้องเลือกกลุ่มมี “ปัจจัยบวก” สนับสนุน !!!
Where2put Ur Money: จากการประท้วงของประชาชนจีนในหลายเมือง เพราะคุมเข้มการระบาดของโควิด นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงมาตรการอย่างฉับพลัน รัฐบาลปักกิ่งได้ออกมาตรการที่ผ่อนคลายขึ้นให้กับรัฐบาลท้องถิ่นดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการฉีดวัคซีนให้ผู้สูงอายุ การลดความเข้มงวดในการตรวจเชื้อก่อนเข้าสถานที่ต่างและอื่นๆ เป็นการเริ่มต้นไปสู่การคาดการณ์ว่าจีนจะ “เริ่มเปิดเมือง” ในช่วงไตรมาส2 ปี2566
“ขณะเดียวกัน ช่วงเดือน พ.ย.ถึง ธ.ค. นี้จีนมีการผลิตและบริโภคน้ำมันมากขึ้นกว่าในช่วงที่ผ่านมา มีการกระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ด้วยการอัดฉีดเงินเพิ่มสภาพคล่องให้ธนาคารปล่อยกู้สินเชื่อมากขึ้นและออกแพคเกจต่างๆ ให้ผู้ซื้อได้กู้ง่ายขึ้น ถือเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าจีนกำลังค่อยๆ ‘เปิดเมือง’ มากขึ้น”
ดังนั้นในช่วงนี้ตลาดให้ความสนใจและพูดถึงการลงทุนใน “หุ้นจีน” กันมาก เพราะเมื่อดูระดับราคา (Valuation) ตอนนี้ระดับ P/E อยู่ที่ประมาณ 12 เท่า ต่ำกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตลาดหุ้นอื่นๆ ถือว่าค่อนข้างถูกและน่าลงทุนเมื่อมองแนวโน้มในช่วง 1 ปีข้างหน้า ที่จีนจะเปิดเมืองและยกเลิกการกดดันบริษัทเทคโนโลยีต่างๆ
แต่เข้าซื้อ “หุ้นจีน” เลยเพราะมองว่า ‘ถูก’ และมี ‘ปัจจัยบวก’ ดังกล่าว ก็คงไม่ใช่ทั้งหมด!!!

ยังมี “ปัจจัยเสี่ยง” ต่อเศรษฐกิจและตลาดของจีนไม่น้อยเช่นกัน กล่าวคือ การเปิดประเทศภายใต้การระบาดของโควิดที่ยังอยู่ มีความเสี่ยงที่จะเกิด “การระบาดระลอกใหม่” ตามมา โดยเฉพาะช่วงเทศกาลตรุษจีน เดือน ม.ค. 2566 ที่คนจีนจำนวนมหาศาลจะเดินทางกัน ขณะที่ ‘วัคซีน’ (ปัจจัยสำคัญที่สุด) ที่มีประสิทธิภาพอยู่ในช่วงการพัฒนาและยังไม่นำมาฉีด
นอกจากนี้ ยังมี “ปัจจัยภายนอก” ที่สำคัญต้องติดตาม ได้แก่ ความขัดแย้งกับของจีนกับไต้หวันและสหรัฐฯ, การห้ามส่งออก ‘ชิป’ และ ‘เซมิคอนดักเตอร์’ ไปจีน รวมถึงการตรวจสอบบริษัทเทคโนโลยีจีนที่จดทะเบียนในตลาดสหรัฐฯ แม้ผลจะออกมาดีแต่การกดดันจีนในเรื่องเทคโนโลยีจากชาติตะวันตกจะกดดันตลาดจีนแน่นอน
ดังนั้น ถ้าจะลงทุนใน “หุ้นจีน” ต้องเลือกกลุ่มมีปัจจัยสนับสนุน “DAOL SEC” ประเมินว่า กลุ่มบริโภคในประเทศ กลุ่มท่องเที่ยวกับสายการบินในประเทศรวมถึง E-Commerce จะได้ผลเชิงบวกจากการเปิดเมืองที่ชัดเจนขึ้น อีกกลุ่มที่น่าสนใจแต่มีปัจจัยกดดัน คือ กลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเติบโตดีในระยะยาวและได้รับประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาล แต่ระยะสั้นยังเจอปัญหาด้าน Supply chain ทำให้ราคาหุ้นชะลอตัวลงในระยะสั้น
ส่วนกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเชิงลบ ได้แก่ กลุ่มส่งออกจำพวก Hardware, Semiconductors และ กลุ่มยานยนต์และส่วนประกอบ เป็นผลจากนโยบายการห้ามส่งออกของสหรัฐฯ และมีการขึ้น Black list บริษัทเทคโนโลยีจีนกว่า 30 บริษัท เช่น Yangtze memory ผู้ผลิตชิปรายใหญ่ เป็นการกีดกันจีนในการเข้าถึงเทคโนโลยีชิปขั้นสูง
น่าจับตาประเทศจีนอย่างมากในปีหน้า กับความท้าทายในการต่อสู้กับโควิด เศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตได้แค่ไหน ตราบใดที่ "นโยบาย Zero-Covid" ยังไม่ได้ถูกยกเลิก จีนจะเปิดเมืองและต้องรับมือกับการกลับมาระบาดอีกครั้งหรือไม่? แน่นอนว่าเศรษฐกิจจะกระเตื้องขึ้นแต่ “หุ้นจีน” จะขึ้นแรงหรือไม่? หรือจะแกว่งผันผวน? “หุ้นจีน” ราคาถูก แต่ถูกท้าทายภายใต้การบริหารของรัฐบาลจีนชุดใหม่ที่รออยู่เช่นกัน
