Official Update :

รู้หรือไม่? “ความเสี่ยง” ไม่เคยหายไปไหน... แต่ลดลงได้ด้วย “Diversification” !!!

Wealthy Way: ในปีที่ผ่านมาถือเป็นปีที่พิเศษและเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับนักลงทุนเช่นเดียวกัน


ซึ่งคล้ายกับที่เคยเกิดขึ้นในปี2018 ที่ตลาดกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐจนทำให้ภาพรวมของสินทรัพย์หลักทั่วโลก ปรับตัวลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ซึ่งถือว่า “ผิดปกติ” อาจพบไม่บ่อย แต่ก็มีอยู่จริง!!!  


ทำให้นักลงทุนมีโอกาสได้เห็นการพร้อมใจกันปรับตัวลงของสินทรัพย์ทั่วโลกอีกครั้ง ทั้ง “สินทรัพย์เสี่ยง” และ “สินทรัพย์มั่นคง” จึงได้เห็นปรากฎการณ์ “หุ้น” กอดคอ “ตราสารหนี้” ดำดิ่งทิ้งตัว


เล่นเอาพอร์ตนักลงทุนที่ “กระจายการลงทุน” (Asset Allocation) ไว้นั้น “แดงเดือด” ไปทั้งพอร์ต


แต่นี่ถือเป็นเรื่องปกติ สำหรับ “ความเสี่ยงที่เป็นระบบ” (Systematic Risk) ซึ่งไม่มีใครสามารถหลบพ้นนั่นเอง


ในขณะที่นักลงทุนมองหา “ผลตอบแทน” ก็จะต้องเผชิญกับ “ความเสี่ยง” อย่างเลี่ยงไม่ได้


แทนที่ “ความกลัว” ด้วย “ความเข้าใจ” วันนี้ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ จะพาไปรู้จักเรื่องของ “ความเสี่ยง” ด้านกลับของ “ผลตอบแทน” กัน




“ความเสี่ยงที่เป็นระบบ”...ใครๆ ก็โดน
‘หลบไม่พ้น’ !!!

เรื่องของ ใครๆ ก็ชอบ แต่ต้องไม่ละเลยแฝดคนละฝาอย่าง “ความเสี่ยง” ด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นอีกด้านที่ไม่มีใครชอบเลย แต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ลองหันมาทำความรู้จักและเข้าใจ “ความเสี่ยง” ที่นักลงทุนทั่วไปต้องเผชิญกันก่อน


สำหรับสิ่งที่นักลงทุนต้องเผชิญ เรียกว่า “ความเสี่ยงรวม” (Total Risk) ซึ่งประกอบไปด้วยความเสี่ยง 2 ประเภท ได้แก่ “ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk)” กับ “ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ” (Unsystematic Risk) นั่นเอง


มารู้จักกับความเสี่ยงตัวแรกกันก่อนเลย นั่นก็คือ “ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systematic Risk)” เกิดจากระบบโดยรวม เช่น ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง หรือไม่มีใครสามารถควบคุมได้ นักลงทุนทุกคนได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเหตุการณ์เหล่านี้เสมอเหมือนกัน แต่ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละหน่วยธุรกิจ หรือกับแต่ละบุคคลนั้น อาจจะมีความรุนแรงไม่เท่ากันเท่านั้นเอง




มักเกิดขึ้นจาก “ปัจจัยมหภาค” (Macro Factors) ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์โดยรวม เช่น

-ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)

-ความเสี่ยงจากการเมือง (Political Risk)

-ความเสี่ยงจากสภาวะตลาด (Market Risk)

-ความเสี่ยงจากสภาวการณ์ที่ไม่คาดคิด (Event Risk)

-ความผันผวนในเหตุการณ์ทางสังคม (
Social risk)


“ความเสี่ยงประเภทนี้ ตามตำราว่าไว้...เป็นความเสี่ยงที่เราไม่สามารถควบคุมและทำให้หมดไปหรือบรรเทาลงได้ แม้แต่ การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ก็จะไม่มีผลต่อความเสี่ยงประเภทนี้ มันจึงเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนทุกคนจำยอมต้องแบกรับเอาไว้ และหากมันเกิดขึ้น โอกาส แดงทั้งพอร์ตก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ในบางเหตุการณ์ เช่น พิษดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างเร็วและรุนแรงในปีที่ผ่านมา ก็คงได้แต่ ทำใจ เท่านั้นเอง เพราะทุกคนก็อยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกันกับคุณแน่นอน”



“ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ”...ลดลงได้ด้วย “การกระจายความเสี่ยง”
!!!

มาถึงความเสี่ยงตัวที่2 นั่นก็คือ “ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ” (Unsystematic Risk) เป็นความเสี่ยงจาก “ปัจจัยจุลภาค” (Micro Factors) เป็นความเสี่ยงของใครของมัน ต่างกรรมต่างวาระ มักจะกระทบกับหลักทรัพย์เป็นตัวๆ หรือเป็นกลุ่มๆ ไป เช่น


-ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ (Business Risk) เป็นความเสี่ยงเกี่ยวกับกระแสเงินสดรับและจ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ


-ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการที่ธุรกิจจัดหาเงินมาใช้ในการดำเนินงานเงินทุนจากเจ้าของเงินทุนจากเจ้าหนี้การกู้ยืมก่อให้เกิดภาระผูกพัน (Obligation) ในการชำระคืนดอกเบี้ยและเงินต้น




ความเสี่ยงประเภทนี้ ตามตำราว่าไว้...สามารถขจัดไปได้ด้วยการ ‘กระจายความเสี่ยง (Diversification)’ อย่างเหมาะสม แต่ต้องกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่มีค่า สหสัมพันธ์ (Correlation)’ ทางสถิติ ต่ำหรือ ตรงกันข้าม เช่น หุ้น ตราสารหนี้ เป็นต้น ถ้าเป็นหุ้นเหมือนกัน ก็ต้องกระจายไปในหุ้นที่แตกต่าง เช่น หุ้นต่างอุตสาหกรรม ต่างสไตล์ เป็นต้น”


ซึ่งการกระจายไปอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้ “ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ” (Unsystematic Risk)’ ลดต่ำลงไปตามลำดับเนื่องจากความเสี่ยงของหลักทรัพย์แต่ละอย่างจะชดเชยกันไปเองจนทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของทั้งพอร์ตนั้นลดลงไป จนเหลือแต่ “ความเสี่ยงที่เป็นระบบ” (Systematic Risk) นั่นเอง แต่การกระจายการลงทุนที่มากเกินอาจไม่ได้ช่วยอะไร ดังนั้นความเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน และท้ายที่สุด “ความเสี่ยง” จะยังคงอยู่กับคุณอยู่นั่นเอง (ต้องเข้าใจ...ไม่ใช่ทำใจนะ)


แม้ “ความเสี่ยง” จะเป็นสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกของการลงทุน แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ “บริหารจัดการได้” ด้วย “การกระจายความเสี่ยง” (Diversification) แม้จะไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหมดไปเลย แต่อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยให้ “ความเสี่ยงรวม” ของพอร์ตลดลงเหลือเพียง “ความเสี่ยงที่เป็นระบบ” (Systematic Risk) เท่านั้น ซึ่งถึงจุดนั้นคุณคงลงทุนได้อย่าง “สบายใจ” แล้วล่ะ เพราะเกินความสามารถของคุณที่จะจัดการได้แล้วนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’