“ค่าธรรมเนียม” กองทุนรวม…อีกปัจจัยที่ “ไม่ควรละเลย” !!!
Wealthy Way: สำหรับนักลงทุนสาย “กองทุนรวม” นั้น นอกจากการให้ความสนใจในเรื่องของ “ผลตอบแทน” แล้ว อีกเรื่องที่ไม่ควรละเลยก็คือเรื่องของ “ค่าธรรมเนียม” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายที่ต้องเจอด้วยเช่นกัน
ต้องไม่ลืมว่า... “ค่าใช้จ่าย” เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคำนวณ “มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ” (NAV) ของกองทุนโดยเป็นส่วนที่จะนำไปหักจาก NAV ของกองทุนนั่นเอง
ถ้ากองทุน A และ B มีนโยบายลงทุนเหมือนกัน ทำผลตอบแทนได้เท่ากัน แต่กองทุน A คิดค่าธรรมเนียมมากกว่ากองทุน B สุทธิแล้ว ผลตอบแทนของกองทุน A ก็จะด้อยไปกว่ากองทุน B ได้เช่นกัน
ดังนั้น สนใจในเรื่อง “ค่าใช้จ่าย” ของกองทุนไว้บ้างไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร และเป็นข้อมูลที่มีเปิดเผยอยู่แล้วใน “หนังสือชี้ชวน” (Fund Fact Sheet) ซึ่งสามารถนำมาเป็นข้อมูลไว้ประกอบการตัดสินใจลงทุนได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับกองทุนที่มีนโยบายลงทุนประเภทเดียวกัน
แล้วมี “ค่าธรรมเนียม” อะไรบ้างที่นักลงทุนต้องจ่าย ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปค้นหาคำตอบพร้อมๆ กันได้เลย
ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุนรวม (% ต่อปี ของ NAV)
“กองทุนรวม” เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่สร้างสรรค์มาเพื่อนำพานักลงทุนทั่วไปเปิดประตูสู่โลกการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ โดยมี “ผู้จัดการกองทุน” (Fund Manager) มืออาชีพที่ทำงานด้านนี้แบบเต็มเวลามาบริหารจัดการเงินลงทุนให้เป็นไปตามนโยบายที่ระบุไว้ในหนังสือชี้ชวนนั่นเอง
“แน่นอนว่า...ในการบริหารจัดการก็ต้องมี ‘ค่าใช้จ่าย’ เกิดขึ้นซึ่งเป็นเรื่องปกติ โดยค่าใช้จ่ายที่กองทุนเก็บนั้นจะมาจาก 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1) ส่วนที่เก็บจากกองทุน และ 2) ส่วนที่เก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุน”
สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนแรกเป็นส่วนที่ “เก็บจากกองทุน” นั้นประกอบด้วย

-“ค่าธรรมเนียมการจัดการ” (Management Fee) ก็คือ ค่าจ้างผู้จัดการกองทุนให้มาบริหารสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหน่วยนั่นเอง
-“ค่าธรรมเนียมผู้ดูแลผลประโยชน์” (Trustee Fee) ของกองทุน ซึ่งจะทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหน่วยลงทุน เช่น ให้บลจ.บริหารกองทุนเป็นไปตามนโยบาย การเก็บรักษาทรัพย์สินของกองทุน เป็นต้น
-“ค่าธรรมเนียมนายทะเบียนหน่วย” (Registrar Fee) หรือค่าใช้จ่ายระบบงานทะเบียนผู้ถือหน่วย
-“ค่าใช้จ่ายอื่นๆ” ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมาแล้ว เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดทำรายงานประจำปี ค่าจัดส่งเอกสาร ส่งเสริมการขาย เป็นต้น
“ค่าใช้จ่ายเหล่านี้โดยปกติแล้วจะเขียนระบุการเก็บค่าใช้ในลักษณะที่กำหนดกรอบบนเอาไว้ เรียกเก็บ ‘ไม่เกิน’ กี่เปอร์เซ็นต์ เช่น ไม่เกิน 2.0% ซึ่งเก็บจริงอาจจะต่ำกว่านั้นก็ได้ และค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า‘ค่าใช้จ่ายรวม’ (Total Expense Ratio : TER) ซึ่งจะคิดเป็น % ของ NAV ต่อปี เช่น กองทุน A มีการเก็บ TER ที่ 2.3476% ต่อปี ก็จะเก็บเฉลี่ยต่อวันไปเลย (= 2.3476%/365) ซึ่งจะหักออก 0.0064% จาก NAV รายวันไปเลย ดังนั้น NAV ที่เห็นจะเป็น NAV สุทธิหลังหักค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไปแล้วนั่นเอง”
ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วย (% ของมูลค่าซื้อขาย)
อีกส่วนเป็นค่าใช้จ่ายที่เรียก “เก็บจากผู้ถือหน่วย” โดยตรง ประกอบด้วย
-“ค่าธรรมเนียมการขายหน่วยลงทุน”
-“ค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืนหน่วยลงทุน”
-“ค่าธรรมเนียมสับเปลี่ยนหน่วยลงทุน”
-“ค่าธรรมเนียมการโอน”
“ทั้ง 4 รายการนี้เป็นรายการหลักๆ ปกติจะบอกเป็น % ของมูลค่าซื้อขายหรือเก็บเมื่อเกิดรายการซื้อขายขึ้น เช่นเดียวกันมักจะระบุเป็นกรอบสูงสุดเอาไว้ว่า ‘ไม่เกิน’ กี่เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเก็บจริงอาจต่ำกว่าหรืออาจมีการยกเว้นไม่เรียกเก็บก็ได้ หรือในส่วนของค่าธรรมเนียมการโอนก็จะคิดเป็นกี่บาทต่อรายการไป ตรงนี้นักลงทุนต้องอ่านรายะเอียดดูสำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ แต่ถ้าไม่มีการทำธุรกรรมซื้อขายอะไร ก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้แต่ประการใด”

“ค่าธรรมเนียม” เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งในการ “เลือกกองทุน”
ประเด็นเรื่องของ “ค่าธรรมเนียม” ที่กองทุนเรียกเก็บนั้น ถ้าโดยหลักการแล้วก็ควรสนใจอย่างที่กล่าวไปข้างต้นเพราะเป็นหนึ่งในองค์ประกอบในการนำไปคิด NAV ของกองทุน หากค่าใช้จ่ายสูงก็อาจทำให้ NAV ลดลงมากซึ่งอาจกระทบต่อผลตอบแทนได้เช่นกัน (นั่นว่าในหลักการ)
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กองทุนที่มี “ค่าธรรมเนียมที่สูง” จะไม่ดี หรือ “ค่าธรรมเนียมที่ต่ำ” จะดีกว่าเป็นสูตรสำเร็จตายตัวก็หาไม่ เพราะหากกองทุนเก็บค่าธรรมเนียมสูง แต่สามารถสร้าง “ผลตอบแทนสุทธิ” ที่สูงกว่าให้กับนักลงทุนได้ก็คุ้มค่าที่จะจ่าย ดีกว่า “จ่ายถูก” แล้วผลตอบแทนสุทธิที่ได้รับไม่ดี หรือคุณว่าไม่จริง?
“ในประเด็นนี้ เลยมีข้อโต้แย้งว่า...ในท้ายที่สุด ‘ผลตอบแทน’ ที่กองทุนทำได้นั้น เป็น ‘ผลตอบแทนสุทธิ’ หลังหักค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว ดังนั้นสามารถดูได้ผ่านผลตอบแทนเลยก็ได้ (ก็เป็นอีกมุมหนึ่งที่มีการพูดถึงกัน) ในขณะที่ฝ่ายที่เห็นต่างยังเชื่อว่าแม้จะเป็นผลตอบแทนสุทธิแล้วก็จริง แต่ถ้าค่าใช้จ่ายของกองทุนถูกกว่านั้น นั่นหมายถึงโอกาสที่นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่ดีขึ้นด้วยเช่นกัน (จากค่าใช้จ่ายที่ลดลง) ตรงนี้ก็แล้วแต่มุมมองคงไม่มีถูก ไม่มีผิดแต่ประการใด”
ส่วนค่าใช้จ่ายในส่วนของ “ค่าธรรมเนียมการจัดการ” (Management Fee) นั้น ปกติก็จะขึ้นกับความยากง่ายในการบริหารเป็นสำคัญ ถ้ากลุ่มกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศก็จะมีค่าธรรมเนียมส่วนนี้แพงหน่อย หรือกองที่บริหารเชิงรุก (Active Management) ก็จะมีค่าธรรมเนียมที่แพงกว่ากองที่บริหารเชิงรับ (Passive Management) เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม “ค่าธรรมเนียม” ของกองทุนรวม เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการพิจารณาเลือกกองทุนเท่านั้น สิ่งสำคัญคงต้องไปดูถึง “นโยบายการลงทุน” ที่ตอบโจทย์เป้าหมายของผู้ลงทุน ตลอดจนความสามารถในการรับความเสี่ยงของผู้ลงทุนและปัจจัยอื่นๆ ประกอบการเลือกด้วยเช่นกัน
