“ตราสารหนี้” ไม่แพง “Downside จำกัด-Upside เปิด”... ถึงเวลา “ตราสารหนี้ระยะยาว” รับวงจรดอกเบี้ยขาลง !!!

Wealthy Way: ปัจจุบัน “ดอกเบี้ยนโยบาย” ทั่วโลกโดยเฉพาะของประเทศเศรษฐกิจหลักยังทรงตัวในระดับสูง แต่ในปีนี้ก็น่าจะถึงอวสาน “ดอกเบี้ยขาขึ้น” กันเป็นส่วนใหญ่ นำโดยพี่ใหญ่อย่าง “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ที่ตลาดคาดว่าจะยุติขาขึ้นในปีนี้กอนจะทยอยปรับลงในปีหน้าเป็นต้นไป


ในช่วงปีก่อนที่ “ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น” ทั้งยังขึ้นเร็วและแรง นักลงทุนก็จะได้ยินคำแนะนำให้ “ลดอายุตราสารหนี้ให้สั้นลง” เพื่อลดผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้นนั่นเอง


มาในปีนี้ใกล้จบดอกเบี้ยขาขึ้น ก็จะได้รับคำแนะนำใหม่ คือ ให้ “เพิ่มอายุตราสารหนี้ให้ยาวขึ้น” เพื่อรับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงที่กำลังจะมาถึง


เบื้องหลังคำแนะนำเหล่านี้ ก็มาจากการที่ “ราคาตราสารหนี้” จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับ “อัตราดอกเบี้ย” นั่นเอง วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวความรู้ที่น่าสนใจในเรื่องกลไกราคาตราสารหนี้มาฝากกัน


“ราคาตราสารหนี้” จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับ “อัตราดอกเบี้ย”

ปัจจุบัน นักลงทุนสนใจลงทุนใน “ตราสารหนี้” กันมากขึ้น โดยเฉพาะ “หุ้นกู้” ที่ตลาดคึกคักมากในช่วงที่ผ่านมา ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงจูงใจ และดีกว่าเงินฝากค่อนข้างชัดเจน ซึ่งโดยปกติแล้วนักลงทุนก็จะพิจารณาลงทุนโดยดูจาก “เครดิตเรทติ้ง” (Credit Rating) ของหุ้นกู้นั้นๆ ประกอบกับอัตราผลตอบแทนที่จะได้รับ ซึ่งนักลงทุนไทยทั่วไปเมื่อซื้อลงทุนก้จะถือยาวไปจนครบอายุ แต่ถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องขายก่อนกำหนด ซึ่งอาจจะได้ราคาเปลี่ยนแปลงไปจากตอนที่ซื้อได้เช่นกัน


ตัวอย่าง: นักลงทุนซื้อตราสารหนี้อายุ 3 ปี จ่ายอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋ว (coupon) 5% ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้นอยู่ที่ 5% เช่นกัน ต่อมาอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 6%


ดังนั้น ตราสารหนี้รุ่นใหม่ที่จะออกขายจะให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นเป็น 6% ทำให้ตราสารหนี้ที่นักลงทุนมีอยู่มีความน่าสนใจลดลงเนื่องจากมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า ถ้าจะขายตราสารหนี้ที่ตัวเองถือออกมาให้ได้ก็ต้องขายในราคาที่ต่ำลง เพื่อชดเชยผลตอบแทนแก่คนซื้อให้ใกล้เคียงกับดอกเบี้ยตลาดที่ 6% นั่นเอง การขายต่ำกว่าราคาพาร์ เรียกว่า “Discount Bond”




“ในทางตรงข้าม หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับลดลงเหลือ 3% ตราสารหนี้ที่นักลงทุนถืออยู่ที่ให้ดอกเบี้ย 5% จะมีความน่าสนใจมากขึ้น เพราะดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยตลาดนั่นเอง ถ้าจะขายก็สามารถขายในราคาที่สูงกว่าราคาพาร์ หรือเรียกว่า ‘Premium Bond’ ได้ เพราะเป็นที่ต้องการของนักลงทุนคนอื่นนั่นเอง”


ผลกระทบต่อราคา... “มาก
-น้อย” ขึ้นกับ “อายุตราสารหนี้” ที่ลงทุน...ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นควรลง “สั้น”-ช่วงดอกเบี้ยขาลงควรลง “ยาว”

จากตัวอย่าง จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง “อัตราดอกเบี้ย” กับ “ราคาตราสารหนี้” ที่จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกัน และจะส่งผลกระทบต่อราคาตราสารหนี้มากน้อยแตกต่างกันออกไปขึ้นกับ “อายุของตราสารหนี้” (Duration) ด้วยเช่นกัน


ตัวอย่าง ตราสารหนี้ A อายุ 1 ปี และตราสารหนี้ B อายุ  5 ปี หากดอกเบี้ยขึ้น 1% ตราสารหนี้ A จะมีราคาลดลงประมาณ 1% ส่วนตราสารหนี้ B จะมีราคาลดลงประมาณ 5% นั่นเอง


ในทางตรงข้ามหากดอกเบี้ยลดลง 1% ตราสารหนี้ A จะมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ส่วนตราสารหนี้ B จะมีราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 5% เช่นเดียวกัน


“จะเห็นว่า ตราสารหนี้ที่อายุยาว ราคาตราสารหนี้นั้นจะมีความอ่อนไหวสูงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย ดังนั้นในช่วงแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น จึงควรลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุสั้นเพื่อลดผลกระทบจากการขาดทุนเนื่องจากราคาตราสารหนี้ที่ต่ำลง และในทางกลับกัน ช่วงแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงก็ควรเลือกลงทุนในตราสารหนี้ที่มีอายุยาวๆ เพื่อรับผลประโยชน์จากราคาตราสารหนี้ที่จะปรับตัวสูงขึ้นนั่นเอง”


อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของราคาตราสารหนี้จากอัตราดอกเบี้ยในตลาด จะไม่มีผลสำหรับนักลงทุนที่ “ถือจนครบกำหนด” เพราะครบอายุจะได้รับเงินต้นคืนครบตามราคาพาร์หรือมูลค่าหน้าตั๋ว แม้ว่าราคาตลาดระหว่างทางของตราสารหนี้อาจเคลื่อนไหวขึ้นลงได้ตามทิศทางอัตราดอกเบี้ยก็ตาม


ดังนั้น ในช่วงดอกเบี้ยใกล้จะสิ้นสุดวงจร “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ตราสารหนี้จึงมีราคาไม่แพง Downside จำกัด จากที่ที่ดอกเบี้ยจะขยับขึ้นไปแรงๆ ได้อีก แต่ Upside กลับเปิดกว้างเพราะกำลังเข้าสู่วงจรใหม่ของ “ดอกเบี้ยขาลง” ที่จะตามมา สถานการณ์ดอกเบี้ยในปัจจุบันของโลกจึงเป็นจังหวะเข้าลงทุนเพื่อรอโอกาสทำกำไรในช่วงดอกเบี้ยขาลงที่กำลังจะมาถึงนั่นเอง ซึ่งหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจก็คือกลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้โลก” ที่มีอายุเฉลี่ยตราสารหนี้ในพอร์ตที่ยาวนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’