“การจัดสรรเงินลงทุน” ต้องพิจารณาให้ ‘เหมาะสมกับสถานการณ์’ ในแต่ละช่วงด้วย !!!
ในตอนที่แล้วเราได้ประเมินแนวโน้มการลงทุนไปว่า ในไตรมาสที่ 2 นี้ เราจะยังเจอ “ความผันผวน” รบกวนการลงทุนอยู่ต่อเนื่อง และได้แนะนำกลยุทธ์ลงทุน “แบบผสม” เพื่อสร้างผลตอบแทนพร้อมๆ กับรับมือกับความผันผวนหรือที่เรียกว่า “Hybrid Investment” อย่างไรก็ตามภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปมาและมีความแน่นอนสูง ได้ส่งผลให้สินทรัพย์เกือบทุกกลุ่มเกิดความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นตามไปด้วย ไม่เพียงแต่สินทรัพย์เสี่ยงเท่านั้น แม้กระทั่งสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำอย่างตราสารหนี้ก็เกิดความผันวนของราคาไม่แพ้กัน
“การเลือกสินทรัพย์ลงทุนอาจจะต้องมาประเมินสภาพการณ์ ของสินทรัพย์นั้นๆ กันใหม่ว่า ควรลงทุนอย่างไรดีให้เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจและปัจจัยบวกลบต่างๆ ที่เข้ามา ‘KTBST SEC’ ขอนำแนะนำเทคนิคที่น่าสนใจดังนี้ครับ”
เริ่มกันกันที่
1) สินทรัพย์ประเภท “หุ้น” เป็นที่รู้กันดีว่าหุ้นค่อนข้างจะมีความเสี่ยงสูงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์อื่นๆ และก็ให้ผลตอบแทนที่สามารถึงดูดการลงทุนได้มาก แต่เนื่องด้วยปัจจุบันเราจะเห็นว่าหุ้นสามารถเปลี่ยนแปลงขึ้นลงได้ตลอดเวลาและขึ้นลงในระดับค่อนข้างมาก การจับจังหวะลงทุน “ไม่ทัน” หรือ “จับหวะผิด” จึงเป็นความเสี่ยงต่อการลงทุนในทันที
“ดังนั้นจึงอยากแนะนำว่า อาจต้องกลับมาพิจารณาหลักการลงทุนพื้นฐาน ว่าควรควรเลือกหุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) ที่มีปัจจัยบวกต่อการเติบโตชัดเจน, มีกระแสแสเงินสดดี, มีสัดส่วนหนี้อยู่ในระดับต่ำ , มีการจ่ายปันผลที่สม่ำเสมอ และที่สำคัญจะต้องไม่เป็นบริษัทที่มีข้อพิพาททางกฎหมาย ขณะเดียวกันควรเลือกลงทุนหุ้นในพอร์ตประมาณ 10-25 ตัวเท่านั้นเพราะอาจจะติดตามดูได้ไม่หมดทุกตัว”

2) สินทรัพย์ประเภท “ตราสารหนี้” หรือ “พันธบัตร” สินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้ปัจจุบันมีตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนหลายระดับ มีทั้งตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน แนะนำลงทุนตราสารหนี้เอกชนหรือหุ้นกู้ที่ระดับเรทติ้งตั้งแต่ “Investment Grade (BBB)” ขึ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนประมาณ 3-4 % โดยลงทุนในสัดส่วนประมาณ 80%
“แต่หากเป็นนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงได้สูง ก็มีตราสารหนี้เอกชนประเภท ‘High yield Bond’ ที่ให้ผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงตั้งแต่ 6-8% แนะนำลงทุน ‘ไม่เกิน 20%’ แต่ผู้ลงทุนควรพิจารณาให้ดี ทั้งในเรื่องระยะเวลาการลงทุน รวมทั้งรายละเอียดของผู้ออกตราสาร เนื่องจาก High yield Bond ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มตราสารที่อันดับเรทติ้งที่ ‘ต่ำกว่า BBB’ ไปจนถึงระดับ ‘ไม่มีการจัดเรทติ้ง’ หากเลือกลงทุนต้องเลือกในหุ้นกู้ที่มีสินทรัพย์ค้ำประกัน (Collateral ) เพื่อป้องกันความเสี่ยง”
3) กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์/รีท เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง มีความหลากหลายของสินทรัพย์ซึ่งมีความสามารถในการเติบโตได้ในหลายภาวะเศรษฐกิจ ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในรูปของเงินปันผลตั้งแต่ระดับ 5-7% แม้อสังหาริมทรัพย์จะน่าลงทุน แต่ไม่ใช่ทุกประเภทที่เติบโต บางประเภทอาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น โรงแรม, ร้านค้า ที่เราเห็นในปัจจุบัน ซึ่งอสังหาริมทรัพย์เองก็เจอความผันผวนของตลาดเช่นเดียวกัน
“ดังนั้น การลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ควรพิจารณาเลือกกลุ่มที่สามารถเติบโตชัดเจนในระยะยาวและรับมือได้ในทุกภาวะเศรษฐกิจ เช่นในเวลานี้ได้แก่ กลุ่มอาคารสำนักงาน, กลุ่มโรงงานคลังสินค้าและกลุ่มร้านค้าที่อยู่ในทำเลที่ดี และควรลงทุนกระจายทั้งในและต่างประเทศ”
4) กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ทองคำ ที่ได้รับความนิยมและปรับตัวค่อนเร็วในทุกครั้งที่เกิดวิกฤตและเกิดความไม่แน่นอนที่กระทบต่อเศรษฐกิจ เราจะเห็นได้ว่าราคาทองคำปรับฐานราคาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งเป็นสินทรัพย์ที่ถูกถือครองเพื่อป้องความเสี่ยงมากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่จะลงในทองคำ แนะนำให้ลงทุนสัดส่วน 15-20% เพื่อสร้างผลตอบแทนและป้องกันความเสี่ยงของการลงทุนไปพร้อมๆ กัน แต่แนะนำว่าอย่าควรกู้เงินเพื่อมาลงทุนในทองคำ เพราะต้องรับภาระความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยที่ก็ยืมมา
นักลงทุนส่วนใหญ่คงจะมีความเข้าใจและรู้จักสินทรัพย์ประเภทต่างๆ กันพอสมควรแล้ว ด้วยเศรษฐกิจและปัจจัยต่างๆ นั้นทำให้สินทรัพย์เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข้อมูลและคำแนะนำดังกล่าวนี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพิจาณาลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อให้การลงทุนในไตรมาสที่ 2 นี้ ได้มีเทคนิคใหม่ๆ ให้พอร์ตการลงทุนได้สามารถ “เอาชนะความผันผวน” และความไม่แน่นอนของตลาดในปัจจุบันและในอนาคตได้
