“ดีมานด์” ทองคำพุ่ง ลดเสี่ยง “ภูมิรัฐศาสาตร์” หนุนราคาเดินหน้าต่อ... “Goldman Sachs” & “City Group” ปรับเป้าหมายปีนี้ขึ้นเป็น 2,700 – 3,000 ดอลล์ !!!
Wealthy Way: เดิมที “ทองคำ” ก็เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนทั่วโลกชื่นชอบอยู่แล้ว นิยมมีไว้ติดพอร์ตในฐานะของ “สินทรัพย์ทางเลือก” ที่ช่วยเสริมแกร่งให้กับพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี
และแน่นอนโดยทั่วไปสินทรัพย์ทางเลือกกลุ่มนี้แนะนำให้มีไว้ในพอร์ต “ไม่เกิน 10 – 15%” เป็นหลัก
เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้ “ทองคำ” จะเป็นสินทรัพย์ต่อสู้เงินเฟ้อได้ดี (Inflation Hedge) ก็จริง แต่ก็ “ไม่มีปันผล” หรือกระแสรายได้กลับมาให้กับผู้ลงทุน และในระยะยาวเองแม้ผลตอบแทนของทองคำอาจจะไม่ติดลบแต่ก็ไม่ได้บวกมากมายอะไรเช่นกัน
ในวันนี้ สถานการณ์ใน “ตะวันออกลาง” ร้อนระอุ จาก “อิหร่าน” และ “อิสราเอล” ที่โลกกำลังกังวลว่าจะนำไปสู่การขยายวงเป็น “สงครามภูมิภาค” ขึ้นได้ ก็หนุนส่งให้ “ราคาทองคำ” ขยับทำ All Time High อย่างต่อเนื่อง จนมาบริเวณ 2,400 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ แล้วในปัจจุบัน หรือบวกจากต้นปีขึ้นมาประมาณ 15% แล้ว
ทิศทางราคาทองคำปี2024 จะเป็นเช่นไร วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีข้อมูลที่น่าสนใจมาอัพเดทกันเช่นเคย

“ทองคำ” ตั้งแต่ต้นปีบวกแล้วกว่า +15% ถึงเป้าหมายปีนี้เรียบร้อย...“Goldman Sachs” & “City Group” ปรับเป้าหมายขึ้นเป็น 2,700 – 3,000 ดอลล์
สำหรับ “ราคาทองคำ” นั้น ถูกกำหนดจากหลากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นดีมานด์-ซัพพลาย ค่าเงินดอลลาร์ ทิศทางดอกเบี้ย หรือภาวะสงคราม เป็นต้น แล้วแต่ว่าช่วงไหนปัจจัยใดจะส่งผลต่อราคาทองคำมากหรือน้อยกว่ากัน
แต่โดยภาพรวมด้วยพื้นฐานดั้งเดิมตั้งแต่แรก หลัง “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) จบวงจรดอกเบี้ยขาขึ้น และส่งสัญญาณจะลดดอกเบี้ยในปีนี้ ก็เป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำแล้ว รวมถึงความต้องการถือทองคำของเหล่า “ธนาคารกลาง” ทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งหลังราคาทองคำขึ้นมายืนเหนือระดับ 2,250 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ได้นั้น ทางเทคนิคแล้วถือว่าเป็นมุมมองเชิงบวกต่อราคาทองคำในระยะยาว ซึ่งไม่ต่างอะไรกับมุมมองของนักลงทุนทั่วโลก
ราคาทองคำในปัจจุบันต้องบอกว่าขึ้นมาทะลุเป้าหมายราคาทองคำในปี2024 ของนักลงทุนสถาบันหลายๆ สำนักไปเรียบร้อยแล้ว ที่ระดับ 2,000 – 2,200 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์
จนมีบางสำนักเริ่มปรับเป้าหมายราคาทองคำปีนี้ขึ้นแล้ว เริ่มที่ “Goldman Sachs” ที่มองว่าราคาทองคำเข้าสู่ “ภาวะกระทิง” (Bull Market) แล้วในตอนนี้ โดยปรับเพิ่มเป้าหมายปี24 เป็น 2,700 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ จากเดิม 2,300 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นการปรับเป้าหมายก่อนมีการโจมตีอิสราเอลของอิหร่านด้วย
เช่นเดียวกับทาง “City Group” ที่มองราคาทองคำในช่วง 6 – 18 เดือนข้างหน้าจะไปถึงระดับ 3,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ พร้อมปรับระดับราคาต่ำสุดขึ้นเป็น 2,000 ดอลลาร์/ทรอยซ์ออนซ์ จากเดิมที่ 1,000 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ ซึ่งเป็นผลจากความต้องการถือทองคำที่เพิ่มมากขึ้นป้องกันความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์
เปิด 7 "กองทุนทองคำ" ผลงานแรงตาม "ทองโลก"...ปีนี้บวกเฉลี่ย +22.37% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ +16.57%
จึงไม่น่าแปลกใจที่ “กองทุนทองคำ” ปีนี้จะเขียวยกแผงทั้ง 48 กอง ให้ผลตอบแทนตั้งแต่ 11.84 – 23.46% หรือเฉลี่ย +16.57% เลยทีเดียว !!!

โดย 7 “กองทุนทองคำ” ที่มีผลงานดีสุด ทำผลตอบแทนได้ทะลุ +20% นั้น หรือเฉลี่ย +22.37% (ไม่นับรวมชนิดหน่วยลงทุนที่มีกองทุนหลักเหมือนกัน) ประกอบด้วย
1.“SCBGOLD” ของบลจ.ไทยพาณิชย์ +23.30%
2.“KF-GOLD” ของบลจ.กรุงศรี +22.66%
3.“BGOLD” ของบลจ.บัวหลวง +22.65%
4.“TGoldBullion-UH” ของบลจ.อีสท์สปริง +22.33%
5.“UOBSG-N” ของบลจ.ยูโอบี +22.28%
6.“TMBGOLD” ของบลจ.อีสท์สปริง +22.17%
7.“GLD” ของบลจ.กรุงไทย +21.18%
ใครที่ชื่นชอบ “ทองคำ” และอยากมีไว้เพื่อกระจายความเสี่ยง สามารถมีไว้ติดพอร์ตได้ในฐานะของ “สินทรัพย์ทางเลือก” ไม่เกิน 10 – 15% เมื่อรวมกับสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เพราะแม้มุมมองตลาดจะมองบวกราคาทองคำในระยะยาว แต่ก็แบบค่อยเป็นค่อยไป ปัจจุบันราคาทองคำที่ระดับใกล้ 2,400 ดอลลาร์นั้น ก็ถือว่า ถึงเป้าหมายราคาในปี24 ของหลายสำนักไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
