“หุ้นสหรัฐ” Q3/24 เงินโยกลงทุน “หุ้นกลาง-เล็ก” & “Value”… ด้าน “Goldman Sachs” มั่นใจ “ไปต่อ” เพิ่มเป้า “S&P500” ปีหน้าแตะ 6,300 จุด !!!
Wealthy Way: หนึ่งในตลาดหุ้นที่เข้าตำรา “แพงแล้ว-แพงอีก” คงต้องยกให้กับ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ที่กลายร่างเป็นกระทิงเปลี่ยววิ่งขวิดหักทุกแนวต้านแตกกระจาย ทำลายสถิติ “สูงสุดใหม่” (All Time High) เป็นว่าเล่น จนปัจจุบันขยับขึ้นมาอยู่แถว 5,864.67 จุด
สะท้อนผ่านการปรับตัวขึ้นของดัชนี “S&P500” ที่โดดเด่น จนเซียนยังมือสั่น ตั้งแต่ต้นปี +23.65%, ย้อนหลัง 1 ปี +37.09% และย้อนหลัง 5 ปี +96.39% เกือบเท่าตัวเลยทีเดียว (ที่มา: Google Finance, วันที่ 18 ต.ค. 24)
จนมูลค่าตลาดปัจจุบันก็ถือว่า “แพง” สุดตลาดหนึ่งของโลกไปเรียบร้อยแล้ว ด้วย Forward 12M P/E ที่ 21.9 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ที่ 18.3 เท่า แต่ตัวเลขการเติบโตของกำไรก็ยังเติบโตด้วยเช่นกัน โดยคาดว่ากำไรบจ.จะโต 9% และ 14% ในปี24 และ 25 ตามลำดับ
ถ้าเป็นตลาด “Nasdaq” ตัวเลขกำไรคาดการณ์จะโตกว่านี้อีกประมาณ 25% ในปี24 และ 25 ตามลำดับ (ที่มา: Bloomberg, วันที่ 11 ต.ค. 24)
แล้ว “ตลาดหุ้นสหรัฐ” จบไตรมาสที่3/24 ไปแล้ว จะ “ไปต่อ” หรือ “พอแค่นี้” กันล่ะ? คงเป็นคำถามที่นักลงทุนทั่วโลกสงสัย วันนี้ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีคำตอบมาฝากกัน
ดัชนี "S&P500" ปีนี้ บวกขึ้นมาแล้ว +23.65% !!!
(ที่มา: Google Finance)
“Goldman Sachs” มอง “หุ้นสหรัฐ” ได้ไปต่อ...ปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี “S&P500” ปีนี้เป็น 6,000 จุด พร้อมขยับเป้า 12 เดือนข้างหน้าแตะ 6,300 จุด ตามลำดับ
นับถอยหลังสู่การ “เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ” ในวันที่ 5 พ.ย. 24 ที่กำลังจะมาถึง ยังไม่รู้ว่าใครจะได้ชัยชนะกันแน่ ระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” แห่งพรรครีพับลิกัน หรือ “กมลา แฮร์ลิส” แห่งพรรคเดโมแครต
แต่ล่าสุดทาง “Goldman Sachs” วาณิธนกิจชั้นนำของโลก ออกมาปรับเพิ่มเป้าหมายดัชนี “S&P500” สิ้นปี24 ขึ้นเป็น 6,000 จุด (จากเดิม 5,600 จุด) และปรับเพิ่มเป้าหมาย 12 เดือนข้างเป็น 6,300 จุด (จากเดิม 6,000 จุด) แบบไม่ต้องรอผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐแต่ประการใด
พร้อมมีมุมมองบวกต่อการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS) ของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐ โดยปรับเพิ่มกำไรในปี25 เป็น 268 ดอลลาร์ (จากเดิม 256 ดอลลาร์) หรือเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่ยังคงคาดการณ์กำไรในปี24 ไว้เท่าเดิมที่ 241 ดอลลาร์ สะท้อนถึงภาพเศรษฐกิจมหภาคที่มั่นคงของสหรัฐในมุมมองของ “Goldman Sachs” นั่นเอง
“หุ้นสหรัฐ” ไตรมาส3/24 พบเงินไหลออกจาก “หุ้นเทคฯ”...เข้าลงทุน “หุ้นกลาง-เล็ก” และ “หุ้น Value”
เช่นเดียวกับข้อมูลจาก “บจ.มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย)” ที่เผยแพร่ผ่านรายงานว่า “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ยังลงทุนได้เพียงแต่มีการ “เปลี่ยนกลุ่มเล่น” (Rotation) เท่านั้น โดยในไตรมาสที่3/24 เริ่มเห็นการย้ายเงินลงทุนของนักลงทุนออกจากหุ้น “กลุ่มเทคโนยี” มายังหุ้นในกลุ่มที่ราคายังไม่ปรับขึ้นมากอย่างเช่น “หุ้นที่มีขนาดเล็ก” (Small-cap) หรือ “หุ้นที่เน้นคุณค่า” (Value stock) มากขึ้น

ด้านราคาหุ้น “Nvidia” ปรับลดลง -1.69%, “Microsoft” ลดลง -3.56% และ “Alphabet” ลดลง -8.84% ทั้งนี้นักวิเคราะห์ยังคงชื่นชอบหุ้นใน “กลุ่ม AI” แต่มีความกังวลเกี่ยวกับราคาที่ปรับสูงขึ้นมากจนเกินไปและการกระจุกตัวของผู้ลงทุนที่มากเกินไปในหุ้นกลุ่มนี้
นอกจากนี้ในไตรมาสที่3/24 “Morningstar US Value Index” ปรับขึ้น +8.95% และ “Morningstar US Growth Index” เพิ่มขึ้น +4.63% ทั้งนี้หุ้นทุกกลุ่มตามการจัดอันดับของ “Morningstar” พบว่าในไตรมาสที่3/24 มีราคาปรับขึ้นทุกกลุ่มจากไตรมาสก่อนหน้า โดยที่กลุ่ม “Mid-cap” มีราคาปรับขึ้นมากที่สุด +10.8% ขณะที่กลุ่ม “Large-growth” ราคาปรับขึ้นเพียง +2.22% เทียบกับปีที่แล้วที่ราคาปรับขึ้นได้ถึง +35.76%

“ในแง่อุตสาหกรรมพบว่ากลุ่ม ‘Utility’ ปรับขึ้นมากที่สุด +19.81% รองลงมาเป็นกลุ่ม ‘Real estate’ ที่ให้ผลตอบแทน +16.92% ซึ่งหุ้นทั้ง 2 กลุ่มนี้ค่อนข้างอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยทำให้ราคาหุ้นปรับขึ้นมากเมื่อการลดดอกเบี้ยของ Fed มีความชัดเจน นอกจากนี้หุ้นกลุ่ม ‘Utility’ ยังได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นตามการเติบโตของ ‘AI’ อีกเช่นกัน ด้านหุ้นกลุ่ม ‘เทคโนโลยี’ ปรับเพิ่มขึ้นเพียง +2.35% ในไตรมาสนี้”
ทั้งนี้ในเดือนกก.ย. นี้ Fed ได้ทำการลดดอกเบี้ยนโยบายลง 50 bps ซึ่งเป็นการยุติการใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดที่ทำมาตั้งแต่ปี 22 ทั้งนี้นักลงทุนยังคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยอีก 25 bps ในเดือนพ.ย. นี้ และลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่องในปี25 ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้ง “ตลาดหุ้น” และ “ตลาดตราสารหนี้” ในภาพรวมด้วยเช่นกัน
จึงไม่น่าแปลกใจว่า แม้บางมุมมองจะเริ่มกังวลต่อ “ตลาดหุ้นสหรัฐ” ที่ราคาค่อนข้างแพงและอาจมีการปรับฐานแรงเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้ แต่มุมมองส่วนใหญ่ในตลาดกลับยังคงชื่นชอบ “หุ้นสหรัฐ” และแนะนำให้เป็นหนึ่งในตลาดที่น่าสนใจลงทุนอยู่ ด้วยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากทิศทางเศรษฐกิจที่ยังโตได้แม้จะชะลอตัวก็ตาม กำไรบจ.ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง และการกระจายตัวออกของหุ้นจาก “หุ้น Big Tech” สู่ “หุ้นกลาง-เล็ก” ในกลุ่มอื่นๆ มากขึ้นทำให้ภาพรวมตลาดดู Healthy ขึ้น ก็มองว่าน่าจะได้ “ไปต่อ” มากกว่า ส่วนการตัดสินใจลงทุนคงขึ้นกับมุมมองและความสามารถในการรับความเสี่ยงของนักลงทุนแต่ละท่านเองเป็นสำคัญ
