“The Return Of Trump”…โอกาสของ “ผลตอบแทนที่ดี” & “ความผันผวนที่สูง” !!!
Where2put Ur Money: ตั้งแต่ผ่านพ้น “การเลือกตั้งสหรัฐฯ” ในช่วงต้นเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ตลาดสินทรัพย์เสี่ยง ทั้งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ตลาด Cryptocurrency ชูมือฉลองการกลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของ “Donald Trump” กันอย่างร้อนแรง โดย “ตลาดหุ้นสหรัฐฯ” (S&P500) ปรับตัวขึ้นมา 4.7%, “หุ้นสหรัฐฯขนาดเล็ก” (Russell 2000) ปรับตัวขึ้นมา 6.7% และ “Bitcoin” ปรับตัวขึ้นถึง 34% (ข้อมูล ณ วันที่ 14 พ.ย. 67)
โดยหลังจากนี้อีก 4 ปี โลกของตลาดการลงทุน มีโอกาสผันผวน และ เคลื่อนไหวตามนโยบายที่ถูกกำหนดจากประเทศมหาอำนาจอันดับ 1 อย่างสหรัฐฯ ที่ถูกคุมเกมส์โดย “Donald Trump” ซึ่งเหมือนอย่างที่เราเคยเห็นกันมาแล้วในช่วงปี 2016 – 2020 ที่ผลตอบแทนของตลาดการลงทุนค่อนข้างดี แต่ก็มาพร้อมความผันผวนที่สูง
“อย่างไรก็ตามหากเราสามารถวิเคราะห์ประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นในยุคสมัยของ ‘Donald Trump’ ก็จะทำให้เรามีโอกาสในการจัดพอร์ตการลงทุน และ วางกลยุทธ์การลงทุนในช่วง 4 ปีข้างหน้าได้”
สรุป 5 ประเด็นสำคัญ...ที่เราต้องได้เจอในยุคสมัยของ “Donald Trump” ว่าจะกระทบต่อตลาดการลงทุนอย่างไร
1.นโยบาย “ลดภาษีนิติบุคคล” ของสหรัฐฯ
นโยบายสำคัญที่ “Trump” ชูมาตลอด คือ “การต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีนิติบุคคล” หรือ “Tax Cuts and Jobs Act” (TCJA) ไปจนถึงปี 2034 โดยจะเป็นการลดภาษีนิติบุคคลจากระดับ 21% สู่ระดับ 15% โดยคาดว่าทุกๆ การปรับลดภาษี 1% จะทำให้กำไรของบริษัทสหรัฐฯ ในS&P500 เพิ่มขึ้น 1% และ ทำให้กำไรของบริษัทชนาดเล็กในดัชนี Russell 2000 ปรับตัวขึ้น 1.2% ตามไปด้วย
“ซึ่งถ้าเราย้อนไปในช่วงปลายปี 2017 ที่ ‘Trump’ เคาะนโยบายนี้ออกมา ตลาดหุ้น ‘S&P500’ ของสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นประมาณ 20% ดังนั้นปัจจัยนี้ จึงคาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญของตลาดหุ้นสหรัฐฯในช่วงปี 2025”

2.“เงินเฟ้อสหรัฐ” มีโอกาสดีดตัวขึ้น และยืนในกรอบ 2.5 – 3.0% ทำให้“FED” ลดดอกเบี้ยได้ช้าลง
สืบเนื่องจากนโยบายการลดภาษี และ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ที่ได้อธิบายไว้ข้างต้น เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ “เงินเฟ้อสหรัฐฯ” มีโอกาสเร่งตัวขึ้นมา (เงินเฟ้อจะสูงขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจดี) โดย ในช่วงที่ “Trump” ดำรงตำแหน่งรอบก่อนในปี 2017 เงินเฟ้อสหรัฐฯอยู่เพียง 1.7% ก่อนจะเร่งตัวขึ้นไปถึงระดับ 2.9% (ก่อน Covid-19) ทำให้คาดการณ์ว่าในครั้งนี้เงินเฟ้อก็มีโอกาสเร่งตัวขึ้นเช่นกัน ทำให้ “FED” จะต้องกลับมาปวดหัวอีกรอบเพราะเงินเฟ้อ และลดดอกเบี้ยได้ช้าลง
“ซึ่งการที่ ‘FED’ ลดดอกเบี้ยได้ช้าลงจะส่งผลให้ ‘Bond Yield’ สหรัฐฯ เร่งตัวขึ้นตาม และกดดันผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งตลาดหุ้นอาจจะไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นนี้มากนัก เพราะถึงต้นทุนทางการเงินยังสูงจากดอกเบี้ยที่ลงช้า แต่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น จึงแนะนำว่าการจัดพอร์ตการลงทุนในระยะข้างหน้า ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนใน ‘หุ้นสหรัฐฯ’ หรือ ‘กองทุนหุ้นสหรัฐฯ’ และ คงหรือลดน้ำหนักการลงทุนใน ‘ตราสารหนี้สหรัฐฯ’ ลง”
3.เตรียม “ยุติสงคราม” สร้างความมั่นคงให้สหรัฐฯ
มีโอกาสสูงที่ “Trump” จะสนับสนุนให้มีการเจรจายุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน และ กดดันอิสราเอลให้หาทางสงบศึกกับฮามาส รวมถึงพิจารณาประเด็นความมั่นคงกับไต้หวัน ซึ่งเราน่าจะได้เห็น “Trump” มี Action ในประเด็นสำคัญต่างๆ เหล่านี้อย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามปัญหาระหว่างประเทศต่างๆ ยังค่อนข้างซับซ้อน เชื่อว่า “Trump” จะเข้ามาช่วยให้สถานการณ์ความขัดแย้งทุเลาลง แต่ไม่ได้จบไป
“ดังนั้นประเด็นความขัดแย้งเชิงภูมิศาสตร์ระหว่างประเทศ จะยังคงเป็นปัจจัยกดดันโลกการลงทุนต่อไป อย่างไรก็ตามสำหรับนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยง ก็สามารถลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก อย่าง ‘ทองคำ’ หรือ ‘น้ำมัน’ ที่มักปรับตัวขึ้นดีในช่วงที่เกิดความขัดแย้งต่างๆ ได้”
4.สนับสนุน“Cryptocurrency” แบบเต็มระบบ
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้งที่ “Trump” มี Polls แซง “Harris” ขึ้นมา สินทรัพย์หลักๆ ที่พุ่งแรงตาม Polls ขึ้นมาก็ คือ “Cryptocurrency” และหลังจากรู้ผลการเลือกตั้ง ก็เรียกว่า “Crypto” แรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่กันเลยทีเดียว
“โดยนโยบายของ ‘Trump’ คือ สนับสนุนการแก้กฎหมายเพื่อพัฒนาและใช้ ‘Cryptocurrency’ ในสหรัฐอย่างกว้างขวางขึ้น อย่างไรก็ตามนโยบายด้าน ‘Crypto’ ของ ‘Trump’ คาดว่ามาแน่ แต่อาจจะไม่ใช่นโยบายหลัก เนื่องจาก ‘Trump’ จะให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจมาเป็นอันดับแรก ดังนั้นแม้เทรนด์ของ ‘Cryptocurrency’ และ ‘Bitcoin’ น่าจะอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นในยุคสมัยของ ‘Trump’ แต่ควรต้องมี ‘ความระมัดระวัง’ ในการลงทุน”
5.นโยบาย “การค้าระหว่างประเทศ” และผลกระทบต่อ “เศรษฐกิจโลก”
ตั้งแต่กลางปี 2025 เป็นต้นไป นโยบาย “การขึ้นภาษีนำเข้า” ของสหรัฐฯ ยุโรป และจีน ที่เพิ่มภาษีนำเข้าระหว่างกัน 10% และสหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่นเพิ่มขึ้น 10% จะเริ่มส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่าประเทศอื่นๆ ก็จะตอบโต้สหรัฐฯด้วยการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้ากลับเช่นกัน โดยสินค้าที่ได้รับผลกระทบครอบคลุม 25% ของมูลค่าการค้าโลก ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 6% ของมูลค่าเศรษฐกิจโลก นโยบายนี้จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกลดลงรวม 0.3% ในช่วงปี 2025-2030
สรุปแล้ว การกลับมาของ “Trump” ในรอบที่ 2 นี้ จะสร้าง “ความผันผวน” ให้กับโลกการลงทุนอย่างแน่นอน เนื่องจากมีนโยบายด้านเศรษฐกิจ และ ความมั่นคงหลายเรื่อง แต่อย่างไรก็ตามประเด็นต่างๆ ที่ได้วิเคราะห์ไว้ข้างต้น เป็นประเด็นที่เราพอจะ “คาดการณ์ได้” ซึ่งอย่างที่ทุกท่านทราบว่า ว่าที่ประธานาธิบดี “Donald Trump” มักมีอะไร “เซอไพรส์” เราเสมอ จึงควรต้อง “ระมัดระวัง” และ อย่าประมาทในการลงทุนในช่วง 4 ปีหลังจากนี้ค่ะ
