“Diversification”…ช่วยลดได้แค่ ‘ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ’

ปกติสินทรัพย์แต่ละประเภทจะมีวงจรการเคลื่อนไหวของตัวเอง และอาจมีทิศทางที่แตกต่างกันออกไป หลักการลงทุนจึงแนะนำให้ จัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)” กระจายไปในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างเหมาะสม


จะช่วยให้ผลตอบแทนมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว เป็นการ ช่วยลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการได้ผลตอบแทนที่ดีจากการลงทุนนั่นเอง


แต่ก็มีบางเหตุการณ์เช่นในปี2018 ที่ตลาดกังวลต่อทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐจนทำให้ภาพรวมของสินทรัพย์หลักทั่วโลก ปรับตัวลงพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ซึ่งถือว่า ผิดปกติ อาจพบไม่บ่อย แต่ก็มีอยู่จริง!!!         


ในขณะที่นักลงทุนมองหา ผลตอบแทน ก็จะต้องเผชิญกับ ความเสี่ยง อย่างเลี่ยงไม่ได้


แทนที่ ความกลัว ด้วย ความเข้าใจ วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องราวของความเสี่ยงมาฝากกัน



“ความเสี่ยง”...2 ประเภท ที่นักลงทุนต้องเจอ

เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่คงได้รับคำแนะนำในเรื่องของ ‘การกระจายความเสี่ยง (Diversification)’ อยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายขนาดใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับพอร์ตการลงทุนของคุณนั่นเอง ตามแนวคิด... ‘อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว’


แม้ว่าในบางสถานการณ์ อาจทำให้นักลงทุนอดหวั่นไหวไม่ได้ เพราะกระจายการลงทุนไปแล้วทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ในสมัยของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ทวิตแต่ละครั้ง พอร์ตก็พากันแดงโดยพร้อมเพรียง เอ๊ะ...ทฤษฎีการกระจายความเสี่ยงนี่ยังใช้ได้อยู่ใช่มั้ย? เชื่อว่านักลงทุนหลายคนอาจอดสงสัยไม่ได้ หรือกรณีปี2018 นี่ สินทรัพย์หลัก หุ้น ตราสารหนี้ สินค้าโภคภัณฑ์ แดงเดือดเหมือนกันหมด!!! เริ่มเขวไปเหมือนกัน


แต่ก่อนที่คุณจะไข้เขว ลองหันมาทำความรู้จักและเข้าใจ ‘ความเสี่ยง’ ที่นักลงทุนทั่วไปต้องเผชิญกันก่อน “ความเสี่ยงรวม” สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่



“ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (
Systematic Risk)”
 

เกิดจากระบบโดยรวม เช่น ภาวะเศรษฐกิจการเมือง สังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยง หรือไม่มีใครสามารถควบคุมได้ นักลงทุนทุกคน


ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเหตุการณ์เหล่านี้เสมอเหมือนกัน แต่ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละหน่วยธุรกิจ หรือกับแต่ละบุคคลนั้น อาจจะมีความรุนแรงไม่เท่ากันเท่านั้นเอง


มักเกิดขึ้นจาก ‘ปัจจัยมหภาค (Macro Factors)’ ซึ่งส่งผลให้เกิดผลกระทบต่ออัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์โดยรวม เช่น

-ความเสี่ยงจากอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk)

-ความเสี่ยงจากการเมือง (Political Risk)

-ความเสี่ยงจากสภาวะตลาด (Market Risk)

-ความเสี่ยงจากสภาวการณ์ที่ไม่คาดคิด (Event Risk)

-ความผันผวนในเหตุการณ์ทางสังคม (Social risk)


“ความเสี่ยงประเภทนี้ ตามตำราว่าไว้...เป็นความเสี่ยงที่เราไม่สามารถควบคุมและทำให้หมดไปหรือบรรเทาลงได้ แม้แต่ ‘การกระจายความเสี่ยง (Diversification) ก็จะไม่มีผลต่อความเสี่ยงประเภทนี้ มันจึงเป็นความเสี่ยงที่นักลงทุนทุกคนจำยอมต้องแบกรับเอาไว้ และหากมันเกิดขึ้น โอกาส ‘แดงทั้งพอร์ต’ ก็พร้อมจะเกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น ในบางเหตุการณ์ เหมือน ‘สหรัฐ-อิหร่าน’ ในช่วงต้นปี 20 ก็คงได้แต่ ‘ทำใจ’ เท่านั้นเอง เพราะทุกคนก็อยู่ในสภาพที่ไม่แตกต่างกันกับคุณแน่นอน”





“ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (
Unsystematic Risk)” 
เป็น ‘ปัจจัยจุลภาค (Micro Factors)’

ความเสี่ยงประเภทที่สองนี้เป็นความเสี่ยงของใครของมัน ต่างกรรมต่างวาระ มักจะกระทบกับหลักทรัพย์เป็นตัวๆ หรือเป็นกลุ่มๆ ไป เช่น

-ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ (Business Risk) เป็นความเสี่ยงเกี่ยวกับกระแสเงินสดรับและจ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่เป็นไปตามที่คาดไว้ความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ


-ความเสี่ยงทางการเงิน (Financial Risk) เป็นความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการที่ธุรกิจจัดหาเงินมาใช้ในการดำเนินงานเงินทุนจากเจ้าของเงินทุนจากเจ้าหนี้การกู้ยืมก่อให้เกิดภาระผูกพัน (Obligation) ในการชำระคืนดอกเบี้ยและเงินต้น


ความเสี่ยงประเภทนี้ ตามตำราว่าไว้...สามารถขจัดไปได้ด้วยการ ‘กระจายความเสี่ยง (Diversification)’ อย่างเหมาะสม แต่ต้องกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในสินทรัพย์หรือหลักทรัพย์ที่มีค่า ‘สหสัมพันธ์ (Correlation)’ ทางสถิติ ‘ต่ำ’ หรือ ‘ตรงกันข้าม’ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ เป็นต้น ถ้าเป็นหุ้นเหมือนกัน ก็ต้องกระจายไปในหุ้นที่แตกต่าง เช่น หุ้นต่างอุตสาหกรรม ต่างสไตล์ เป็นต้น ซึ่งการกระจายไปอย่างเหมาะสมจะช่วยทำให้ ‘ความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบ (Unsystematic Risk)’ ลดต่ำลงไปตามลำดับเนื่องจากความเสี่ยงของหลักทรัพย์แต่ละอย่างจะชดเชยกันไปเองจนทำให้ความเสี่ยงโดยรวมของทั้งพอร์ตนั้นลดลงไปจนเหลือแต่ ‘ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systemtatic Risk)’ แต่การกระจายการลงทุนที่มากเกินอาจไม่ได้ช่วยอะไร ดังนั้นความเหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นเดียวกัน”


แม้ ‘ความเสี่ยง’ จะเป็นสิ่งที่คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในโลกของการลงทุน แต่ก็อยู่ในวิสัยที่ ‘บริหารจัดการได้’ ด้วย ‘การกระจายความเสี่ยง (Diversification)’ แม้จะไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหมดไปเลย แต่อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยให้ ‘ความเสี่ยงรวม’ ของพอร์ตลดลงเหลือเพียง ‘ความเสี่ยงที่เป็นระบบ (Systemtatic Risk)’ เท่านั้น ซึ่งถึงจุดนั้นคุณคงลงทุนได้อย่าง ‘สบายใจ’ แล้วล่ะ เพราะเกินความสามารถของคุณที่จะจัดการได้แล้วนั่นเอง

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’