Official Update :

“G-Token” นวัตกรรมการลงทุนใหม่ “ยุคดิจิทัล”... รับผลตอบแทนคล้าย “พันธบัตรรัฐบาล” ชูจุดเด่น “ใช้เงินไม่มาก-ระยะลงทุนสั้น-รัฐบาลค้ำประกัน” !!!

Wealthy Way: สำหรับประชาชนทั่วไป โอกาสเข้าถึงการลงทุนที่ไม่เสี่ยงมากและให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากถือว่ายังมีค่อนข้าง “จำกัด”


“ตลาดตราสารหนี้” เองก็ยังใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ปกติขั้นต่ำก็หลักแสนบาทขึ้นไป ทั้ง “หุ้นกู้” หรือ “พันธบัตรรัฐบาล” ก็ตาม


แนวคิดในการออก “พันธบัตรรัฐบาล” ที่มีขนาดเล็กลง ใช้เงินลงทุนไม่มาก เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถลงทุนได้มีมานานแล้ว ตัวอย่างที่พอจับต้องได้ใกล้เคียงสุดก็คือ “พันธบัตรออมทรัพย์” เป็นต้น


ด้วยนวัตกรรมทางการเงินยุคใหม่ ล่าสุดภาครัฐเตรียมออก “Government Token” (G-Token) คือ “โทเคนดิจิทัล” ที่ออกโดยรัฐบาลไทยผ่าน “ก.การคลัง” เป็นรูปแบบใหม่ของการระดมทุนภาครัฐที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ


เบื้องต้นจะออกวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงการลงทุนได้ง่ายขึ้น ด้วยเงินลงทุนไม่มากประมาณ 20,000 บาท หรืออาจจะ “ต่ำกว่า” นั้นได้


G-Token” คืออะไร น่าสนใจตรงไหนนั้น? วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาอัปเดตให้ฟังกัน


G-Token” นวัตกรรมการลงทุนใหม่ “ยุคดิจิทัล”

ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 25ครม.” ได้อนุมัติหลักการตาม “ก.การคลัง” เสนอการออก “โทเคนดิจิทัลของรัฐบาล” (Government Token: G-Token) เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการออมการลงทุนให้กับประชาชนใหม่ และเป็นการเพิ่มเครื่องมือในการระดมทุนของรัฐบาลเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งเบื้องต้นจะมีวงเงินประมาณ 5,000 ล้านบาท


สำหรับ G-Token ก็คือ โทเคนดิจิทัล ที่ออกโดยรัฐบาลไทยผ่าน .การคลัง เป็นรูปแบบใหม่ของการระดมทุนภาครัฐที่นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ


“ทั้งนี้ ‘G-Token’ มีลักษณะคล้ายกับพันธบัตรรัฐบาล แต่อยู่ในรูปแบบดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิในการได้รับชำระคืน เงินต้น และ ดอกเบี้ย ตามเงื่อนไขที่ .การคลัง กำหนด


ข้อมูลจาก “สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ” (สบน.) คาดการณ์ว่า G-Token จะเริ่มขายครั้งแรกในเดือนก.ค. 25 และจะเปิดทำการอย่างเป็นทางการในเดือนพ.ย. 25 โดย “ก.การคลัง” จะระบุอัตราผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยต่อปี และช่องทางการซื้อให้ชัดเจน ประชาชนสามารถถือไว้จนครบกำหนดเพื่อรับเงินต้นคืนพร้อมผลตอบแทน หรือขายให้ผู้อื่นในตลาดรองถ้าต้องการเงินด่วน ซึ่งต่างจากพันธบัตรบางประเภทที่ต้องรอเวลาถึง 6 เดือนจึงจะขายได้


ลักษณะของ “
G-Token”

- มีลักษณะคล้ายกับ “พันธบัตรรัฐบาล” แต่อยู่ในรูปแบบ “ดิจิทัล” ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เรียกว่า "บล็อกเชน" (Blockchain) ซึ่งเหมือนสมุดบัญชีดิจิทัลที่ทุกคนตรวจสอบได้ว่าเงินไปไหนมาไหน

- ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิในการได้รับ “ชำระคืนเงินต้น” และ “ดอกเบี้ย” ตามเงื่อนไขที่ “ก.การคลัง” กำหนด

- ซื้อขายผ่าน “แอปพลิเคชัน” หรือ “เว็บไซต์”

- G-Token” ไม่ใช่เงินดิจิทัล หรือ คริปโตเคอร์เรนซี แบบที่ใช้จ่ายในร้านค้าได้



- ประชาชนที่สนใจต้องมี บัญชี” กับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือผ่าน “แอปพลิเคชัน” ของบล.ที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ เหมือนการซื้อสินค้าออนไลน์ ดังนี้

1. สมัครบัญชีกับแพลตฟอร์มที่กำหนด

2. โอนเงินเข้าบัญชี แล้วเลือกซื้อ G-Token ตามจำนวนที่ต้องการ

3. รอรับผลตอบแทนเมื่อครบกำหนด หรือขายใน “ตลาดรอง” ถ้าต้องการเงินคืนก่อน


จุดเด่นของ “
G-Token”

- เริ่มลงทุนได้ด้วยเงินจำนวนไม่สูงมาก ประมาณ 20,000 บาท

- มีระยะเวลาการลงทุนสั้นๆ ไม่เกิน 1 ปี ทำให้เหมาะกับคนที่ต้องการผลตอบแทนที่มากกว่าฝากเงินธนาคาร แต่ไม่ต้องรอนานเหมือนพันธบัตรบางประเภท

- “รัฐบาล” เป็นผู้ค้ำประกัน ทำให้มั่นใจได้ว่าเงินไม่สูญหายแน่นอน


กรอบ “กฎหมาย” ที่เกี่ยวข้องกับ “
G-Token”

สำหรับการออก G-Token อยู่ภายใต้กรอบ “กฎหมาย” สำคัญ 2 ฉบับ คือ


1.“พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548”
ซึ่งเป็นกฎหมายที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังในการกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ด้วยวิธีการเสนอขายให้แก่ผู้มีสิทธิซื้อโดยตรงผ่านผู้ที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ได้แก่ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล หรือนิติบุคคลอื่นที่สามารถรับคำสั่งซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลได้


2.“พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561” โดย G-Token” มีการกำหนดสิทธิให้ผู้ถือมีสิทธิได้รับชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กระทรวงการคลังกำหนด จึงมีลักษณะเป็นหน่วยข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดสิทธิของผู้ถือในการเข้าร่วมลงทุนในโครงการหรือกิจการใดๆ หรือกำหนดสิทธิในการได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการหรือสิทธิอื่นใดที่เฉพาะเจาะจง และเข้าข่ายเป็นโทเคนดิจิทัล ตามมาตรา 3 แห่ง “พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561” ซึ่งต้องเป็นไปตามพระราชกำหนดดังกล่าวและกฎเกณฑ์ที่ออกโดยคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)


“ทั้งนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. จะเสนอแนวทางในการกำกับดูแลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับลักษณะของ ‘G-Token’ ให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. พิจารณาต่อไป


G-Token” VS “พันธบัตรรัฐบาลแบบเดิม” ต่างกันยังไง

G-Token: จะมีรูปแบบเป็น “สินทรัพย์ดิจิทัล” โดยการเข้าถึงสามารถซื้อผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ขณะที่การซื้อขายในตลาดรอง สามารถซื้อผ่านศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ส่วนมูลค่าการลงทุนขั้นต่ำ อาจกำหนดให้ต่ำลงเพื่อให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้ ซึ่งความคล่องตัวของ “G-Token” จะมีความคล่องตัวสูง และสามารถซื้อขายได้ง่าย


“พันธบัตรรัฐบาลแบบเดิม”: จะมีรูปแบบเป็น “เอกสาร” หรือระบบ “ไร้ใบหลักทรัพย์” โดยการเข้าถึงสามารถซื้อผ่านธนาคารพาณิชย์หรือตัวแทนจำหน่าย ส่วนการซื้อขายในตลาดรองสามารถซื้อขายผ่านตลาดตราสารหนี้ได้ ซึ่งมักมีมูลค่าขั้นต่ำค่อนข้างสูง และอาจมีความคล่องตัวน้อยกว่า G-Token


สำหรับ “G-Token” ถือเป็น “นวัตกรรมทางการเงิน” รูปแบบใหม่ของประเทศไทยที่ผสมผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการระดมทุนของภาครัฐ เปิดโอกาสให้นักลงทุนทั่วไปสามารถเข้าถึงการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐได้ง่ายขึ้น นักลงทุนที่สนใจก็คอยติดตามข่าวสารจาก “ก.การคลัง” และ “สำนักงาน ก.ล.ต.” เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนใน “G-Token” ในอนาคตอันใกล้นี้ได้เลย

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’