รู้หรือไม่? “RMF-ทองคำ” มีกำไร... คำสั่ง “Switching” ช่วยได้ ช่วยให้ “ทำกำไร” แบบไม่ผิดเงื่อนไข !!!
Wealthy Way: หนึ่งในสินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนได้โดดเด่นในช่วง 2 ปี นี้ ต้องยกให้ “ทองคำ” ปีนี้ ราคาพุ่งขึ้นมาทำ “All Time High” ปัจจุบันอยู่ระดับ 3,658 ดอลลาร์/ทรอยออนซ์ YTD +39.35%, ย้อนหลัง 1 ปี +42.93% และย้อนหลัง 5 ปี +87.55% (ที่มา: tradingview.com, วันที่ 19 ก.ย. 25)
ดังนั้น ใครที่ลงทุนใน “ทองคำ” ไว้ ก็น่าจะทำผลตอบแทนกันไปได้ไม่มากก็น้อย
เช่นเดียวกับกลุ่ม “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) ที่ลงทุนใน “ทองคำ” ก็มีผลงานที่ดีเช่นเดียวกัน ปีนี้ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +25.26%, ย้อนหลัง 1 ปี +27.81%, ย้อนหลัง 3 ปี +18.81% ต่อปี, ย้อนหลัง 5 ปี +8.17% ต่อปี และย้อนหลัง 10 ปี +8.15% ต่อปี (ที่มา: morningstarthailand.com, ณ วันที่ 31 ส.ค. 25)
ใครที่ลงทุนใน “RMF-ทอง” ไว้ น่าจะมี “กำไร” กันถ้วนหน้ามากน้อยแตกต่างกันไป แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ เพราะราคาทองก็วิ่งมาเร็วแรงเหลือเกิน จะไปต่อหรือพอแค่นี้? แล้วจะทำยังไงกับ “กำไร” นี้ดี
เพราะถ้ายังไม่อายุ 55 ปี และถือลงทุนต่อเนื่องไม่ถึง 5 ปี ก็ยัง “ขายไม่ได้” เดี๋ยวจะ “ผิดเงื่อนไข” การลงทุนไปอีก
แม้เงื่อนไขกองทุน “RMF” จะ “ห้ามขาย” ก่อนครบกำหนดเงื่อนไขภาษี (เพื่อประโยชน์ทางภาษี) แต่ได้ห้าม “ทำกำไร” แต่ประการใด และในทางตรงข้าม ก็ไม่ได้ห้าม “ป้องกันขาดทุนหนัก” ด้วยเช่นกัน
จะทำยังไงดีนั้น วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มาฝากกัน

“RMF” ห้ามขายก่อนครบเงื่อนไข...แต่ไม่ได้ห้าม “ทำกำไร” หรือ “ปกป้องขาดทุนหนัก” แต่ประการใด
เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ ทราบอยู่แล้วในเรื่อง “เงื่อนไขการลงทุน” ในกองทุน “RMF” เพื่อประโยชน์ทางภาษีต้องลงทุนต่อเนื่อง 5 ปี ขึ้นไป และจะขายได้เมื่ออายุ 55 ปี
ปัญหาที่นักลงทุนส่วนใหญ่พบระหว่างทางที่ลงทุน คือ เมื่อ “มีกำไร” แล้วจะทำยังไง? ในทางตรงข้ามถ้า “ขาดทุน” แล้วจะจัดการยังไงดี?
คำตอบ คือ “RMF” ไม่ได้ห้ามคุณ “ทำกำไร” หรือ “ป้องกันขาดทุนหนัก” ให้พอร์ตการลงทุน RMF ของตัวเองแต่ประการใดนะ เขาแค่ “ห้ามขาย”
แต่นักลงทุนสามารถทำการ “สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน” (Switching) ระหว่างกองทุน “RMF” ด้วยกันได้ โดย “ไม่ผิดเงื่อนไข” แต่ประการใด เพราะการ “Switching” ไม่ใช่การขาย เมื่อไม่ขาย ก็ไม่ผิดเงื่อนไข และนี่คือ “กุญแจสำคัญ” ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถบริหารพอร์ต RMF ได้ระหว่างที่ลงทุนนั่นเอง
โดยคำสั่ง “Switching” จะทำการโอนหน่วยจาก “กองทุนต้นทาง” ไปเข้า “กองทุนปลายทาง” ตามที่นักลงทุนต้องการ ถ้า RMF ที่ลงทุนอยู่มี “กำไร” อยากทำกำไร ก็ Switching จาก RMF ที่มีกำไร ออกไปไว้ใน RMF อีกกองเพื่อล็อกกำไรเอาไว้นั่นเอง
ในทางตรงข้าม หาก “RMF” ที่ลงทุน “ขาดทุนหนัก” และอยาก “ป้องกันขาดทุน” ก็ “Switching” ออกจากกองทุน RMF ที่ขาดทุน ไปสู่ RMF อื่นๆ ที่มีโอกาสดีกว่า หรือจะไปพักไว้ที่ RMF-ตราสารตลาดเงินก่อนเพื่อรอจังหวะลงทุนที่ดีกว่าก็ได้เช่นกัน

“RMF-ทอง” มีกำไร...ทำยังไงดี?
ดังนั้น “RMF-ทองคำ” หากลงทุนแล้ว “มีกำไร” และอยาก “ทำกำไร” มาเก็บไว้ให้อุ่นใจก็สามารถทำได้เลยผ่านคำสั่ง “Switching” นั่นเอง จะ Switching บางส่วน หรือทั้งหมดก็ได้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ทำกำไร” โดยไม่ผิดเงื่อนไขแต่ประการใด ขอยกมาให้ดู 3 กรณี ได้แก่
-
ปกติ “ทองคำ” แนะนำให้มีติดพอร์ตไว้ไม่เกิน 10 – 15% ถ้ากำไรทองคำทำให้สัดส่วน “RMF-ทอง” เพิ่มขึ้นเกินสัดส่วน ก็ปรับพอร์ตล็อกกำไรออกมา เพื่อคงสัดส่วนไว้เท่าเดิม ด้วยการ “สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน” (Switching) ไปไว้ในกลุ่ม “RMF-ตราสารตลาดเงิน”
-
ถ้าจัดสัดส่วน “ทองคำ” ไว้ในพอร์ตแล้ว ยังเหลือระยะเวลาการลงทุนอีกนานกว่าจะเกษียณ และมองว่าราคาทองคำระยะยาวจากนี้ไปจนถึงวันเกษียณ น่าจะขึ้นมากกว่าลง ก็ถือไปเรื่อยๆ ไม่ต้องทำอะไร
-
ใกล้เกษียณจะครบเงื่อนไขการลงทุน “RMF” มีกำไร อยาก “ล็อกกำไร” เอาไว้ก่อน ก็ทำได้เลย โดย “สับเปลี่ยนหน่วยลงทุน” (Switching) ล็อกเอากำไร มาไว้ในกลุ่ม “RMF-ตราสารตลาดเงิน” แทน
“การ Switching ไปสู่ ‘RMF-ตราสารตลาดเงิน’ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำสุดนั้น เหมาะใช้เป็นจุด ‘พักเงิน’ จะช่วยเก็บกำไรจากทองคำที่คุณทำไว้ได้เป็นอย่างดี จะเก็บไว้ถาวร หรือจะเก็บไว้รอจังหวะในการ Switching เพื่อกลับไปลงทุนใน RMF อื่นๆ ที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าในอนาคตก็ได้ เพราะเวลา Switching ออกจาก RMF-ตราสารตลาดเงิน จะใช้เวลาน้อยสุด T+1 เท่านั้นเอง”
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นกับมุมมองของนักลงทุนเองที่มีต่อ “ราคาทองคำ” และ “ระยะเวลาการลงทุน” ตลอดจน “การจัดสรรเงินลงทุน” ของตัวนักลงทุนเองว่าเป็นยังไงด้วยเช่นกัน แต่ปกติแนะนำให้มีในพอร์ตไม่เกิน 10 – 15% เพื่อกระจายความเสี่ยงเป็นสำคัญ เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีปันผล เคลื่อนไหวตามดีมานด์-ซัพพลาย และยังมีปัจจัยที่มีผลกระทบกับราคาหลากหลายทั้งค่าเงินดอลลาร์, ดีมานด์-ซัพพลายในตลาดโลก, ความต้องการถือครองของธ.กลาง, เงินลงทุนจากกองทุนทองคำ หรือความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาตร์โลก เป็นต้น ซึ่งการเคลื่อนไหวของราคา “ทองคำ” ในแต่ละช่วงจะถูกกำหนดด้วยปัจจัยต่างๆ ในสัดส่วนที่ต่างกันออกไป ตรงนี้จึงขึ้นกับกลยุทธ์และมุมมองของตัวผู้ลงทุนเองเป็นสำคัญ
เพราะ “RMF” เป็นกองทุนที่มีเป้าหมายเพื่อเกษียณ มีระยะเวลาการลงทุนยาว ภาครัฐจึงให้มีการลงทุนได้หลากหลายสินทรัพย์ เพื่อใช้ในการจัดพอร์ตและบริหารให้เหมาะสมกับภาวะตลาดในแต่ละช่วงที่เปลี่ยนไปได้ด้วยนั่นเอง แม้จะ “ห้ามขาย” แต่ไม่ได้ห้าม “ทำกำไร” หรือ “ปกป้องขาดทุนหนัก” แต่ประการใด
