แนะลงทุน “Thematic” ใหม่ๆ ไม่เกิน10 – 20% ของพอร์ต... ควบ “Core Portfolio” ที่เป็นธีมหลักเพื่อ “สร้างสมดุล” !!!
Where2put Ur Money: ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทุกๆ ท่านน่าจะเริ่มรู้สึกว่า “เทคโนโลยี” ต่างๆ พัฒนาไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น
เมื่อ 10 ปีก่อน เราเพิ่งใช้ Smartphone ทำงานพื้นฐานอย่างถ่ายรูป ส่งข้อความ หรือเช็กอีเมล
เมื่อ 5 ปีก่อน เราเพิ่งเริ่มเก็บข้อมูลบน Cloud และใช้ระบบ Automation ช่วยงานบางส่วน
แต่วันนี้ เรากำลังอยู่ในยุคที่ AI ช่วย “คิด วิเคราะห์ และตัดสินใจ” แทนมนุษย์ได้แล้ว
“ถ้ามองแบบผิวเผิน เราอาจคิดว่าเทคโนโลยีแค่พัฒนาเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ถ้าลองดูให้ลึก จะเห็นว่าการเกิดขึ้นของ AI กำลังพาเราเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ คล้ายกับตอนที่อินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ตโฟนเข้ามาและเปลี่ยนโลกทั้งใบ”
ที่สำคัญ การเปลี่ยนแปลงรอบนี้ไม่ได้เริ่มจากสิ่งไกลตัวเลย แต่เริ่มจากพื้นฐานที่เราเคยมองข้ามอย่าง “ศูนย์ข้อมูล” (Data Center) ที่กำลังถูกสร้างเพิ่มทั่วโลก เพื่อรองรับ AI ที่ต้องใช้พลังประมวลผลมหาศาล พร้อมกับอีกเทคโนโลยีที่กำลังก้าวขึ้นมาอย่าง “Quantum Computing” ซึ่งมีศักยภาพทำให้การประมวลผลทุกอย่างในโลกนี้เร็วขึ้นอีกหลายเท่า
“Data Center”: จากสิ่งที่เรามองข้าม...กลายเป็นสิ่งที่เราขาดไม่ได้
เราทุกคนใช้ “Data Center” แทบทั้งวันโดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่เปิด Google, ไถ Facebook, ดู Netflix, จ่ายเงินผ่านมือถือ หรือแม้แต่สั่งให้ AI ช่วยสรุปเอกสาร ทุกคำสั่งที่เรากด ล้วนแต่เป็นการดึงข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์หลายพันเครื่องใน Data Center
และความต้องการใช้ข้อมูลของคนทั่วโลกไม่ได้โตแค่ปีละ 5–10% แต่บางอย่างโตกว่าสองเท่าทุกปี โดยเฉพาะงานด้าน AI ที่ต้องใช้พลังประมวลผลสูงกว่างานดิจิทัลทั่วไป ทำให้ศูนย์ข้อมูลเดิมเริ่ม “ไม่พอ” และต้องขยายกำลังการผลิตขึ้นเรื่อยๆ
บริษัทชั้นนำใหญ่ๆ ทั่วโลกจึงพร้อมใจกัน “ทุ่มเงินลงทุน” ทั้ง Amazon, Google, Microsoft และผู้ให้บริการ Cloud ทุกรายล้วนเพิ่ม CapEx ด้าน “Data Center” แบบปีต่อปี จนกลายเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่โตได้อย่างรวดเร็ว
“AI” คือผู้ผลักให้ “Data Center” โตเร็วแบบก้าวกระโดด
สาเหตุเกิดจาก “AI” ในยุคนี้ “กินทรัพยากร” หนักกว่าทุกเทคโนโลยีที่ผ่านมา การเทรนโมเดลหนึ่งครั้งต้องใช้พื้นที่ กำลังไฟ ความเย็น และระบบเชื่อมต่อที่ใหญ่จน “Data Center” แบบเดิมไม่สามารถรองรับได้อีกต่อไป
ถ้าเป็นเมื่อ 5 ปีก่อน ศูนย์ข้อมูลอาจถูกใช้เป็นแค่ที่เก็บข้อมูลและประมวลผลบริการออนไลน์ แต่ยุคนี้ “Data Center” กลายเป็น “โรงงานผลิต AI” ที่ต้องทำงานหนักตลอดเวลา หรือพูดง่าย ๆ ว่า ถ้า AI จะฉลาดขึ้น ต้องมี Data Center เยอะขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

และในขณะเดียวกัน โลกก็กำลังก้าวจาก “Computer” แบบเดิม ไปสู่ยุคของ “Quantum Computing”
อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ระบบประมวลผล Computer ทั่วไปแบบที่เรารู้จัก จะคิดทีละอย่าง ไล่ทีละคำตอบเหมือนคนทำงานตามลำดับขั้น ถ้าผิดก็ลองหาคำตอบใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอคำตอบที่ถูก ส่วน “Quantum Computing” สามารถ “ลองหลายคำตอบพร้อมกัน” ได้ในครั้งเดียว
ผลลัพธ์คือ ในงานบางประเภท เช่น การค้นหาคำตอบที่ซับซ้อนหรือการคำนวณขนาดใหญ่ ควอนตัมจะทำได้เร็วกว่าเดิมมาก บางงานเร็วขึ้นระดับพันเท่า แบบที่คอมพิวเตอร์ปัจจุบันทำไม่ได้ อย่างเช่น การจำลองโมเลกุลในการสร้างยา “Quantum Computing” สามารถจำลองได้ทีเดียวเป็นล้านแบบ ทำให้การผลิตยาใหม่เร็วขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
“แต่ก็ยังถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ได้ดีเฉพาะด้านเท่านั้น เพราะความเร็วที่มากก็มาพร้อมโอกาสผิดพลาดเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แม้ยังไม่ใช่เทคโนโลยีทีเราจะเห็นได้ในชีวิตประจำวัน แต่ก็มีแนวโน้มการเติบโตชัดเจน ประเทศมหาอำนาจกำลังลงทุนมหาศาลในด้านนี้ บริษัท Tech ชั้นนำของโลกเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และจำนวนสิทธิบัตรด้านควอนตัมก็เพิ่มขึ้นรวมเร็วเหมือนตอนที่ AI เริ่มเติบโตช่วงก่อนปี 2020”
พูดง่ายๆ คือ โลกกำลังก้าวไปสู่อีกระดับของ “พลังประมวลผล” เหมือนที่เราเคยเห็นมาแล้ว จากคอมพิวเตอร์ทั่วไป พัฒนาเป็น AI และตอนนี้กำลังก้าวต่อไปสู่ Quantum AI ซึ่งเร็วกว่าและทำงานได้ซับซ้อนกว่าเดิมหลายระดับ
“Datacenter” คือโครงสร้างพื้นฐาน และ “Quantum” คือเครื่องยนต์ใหม่ ทั้งสองจะเร่งการเติบโตของกันและกัน
ถ้า “Data Center” คือรากฐานของทุกอย่างในเศรษฐกิจยุค Digital เทคโนโลยี “Quantum” คือสิ่งที่จะยกระดับขีดความสามารถของทุกอย่างในระบบนั้นอีกที
-
AI ทำงานได้เพราะมี Data Center เป็นหลังบ้าน
-
Quantum จะทำให้ AI ฉลาดและเร็วกว่าเดิมมาก
-
และเมื่อ AI เก่งขึ้น ความต้องการ Data Center ก็จะโตตามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
มันคือวงจรที่เชื่อมกัน และกำลังเริ่มต้นไปพร้อมๆ กันในอีกหลายปีข้างหน้า ถ้าจะให้นึกภาพง่ายๆ ว่า “AI ที่ฉลาดขึ้นด้วย Quantum” คืออะไร ผมมองว่าจะคล้ายกับสิ่งที่เราเคยเห็นในหนังอย่าง JARVIS ของ Iron Man ระบบที่สามารถคิด วิเคราะห์ และตอบสนองได้ทันทีแบบเรียลไทม์ ซึ่งโลกของเราก็กำลังเข้าใกล้ภาพนั้นขึ้นเรื่อยๆ
แล้วโอกาสสำหรับนักลงทุนอยู่ตรงไหน?
ผมมองว่าจังหวะที่ดีที่สุดในการลงทุน คือช่วงต้นที่ “ปัจจัยพื้นฐานของตลาดกำลังเริ่มเปลี่ยน” เหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับยุคอินเทอร์เน็ต สมาร์ตโฟน Cloud ไปจนถึง AI ซึ่งตอนนี้ “Data Center” และ “Quantum” กำลังอยู่ในจุดเดียวกัน คือ “ต้นรอบ” แม้ว่าราคาหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Data Center เช่น Equinix, Digital Realty หรือ หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Quantum อย่าง Ionq และ IBM ปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างเยอะตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่ถ้าหาก Quantum AI พัฒนาจนสามารถนำมาใช้งานได้เป็นวงกว้างก็มีโอกาสที่ราคาจะปรับตัวขึ้นอีกหลายเท่าเหมือนตอนที่หุ้น NVDIA พุ่งขึ้นหลายเด้งจากการมาของ AI
“ซึ่งในปัจจุบันโอกาสการลงทุนในธุรกิจ ‘Data Center’ และ ‘Quantum’ มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนโดยตรงใน ‘หุ้นรายตัว’ ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ต่างๆ ที่สามารถไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้โดยตรง หรือ หากไม่มีเวลาทำการบ้านในหุ้นรายตัว ก็สามารถลงทุนผ่าน ‘กองทุนรวมในไทย’ ที่ไปลงทุนในกองทุนหลักต่างประเทศได้ ในธุรกิจ Data Center ได้แก่ กองทุน X-DATACENEQ และ กองทุนที่ลงทุนในธุรกิจ Quantum ก็มีให้เลือกหลายกองทุน ได้แก่ LHQTUM-A, DAOL-QUANTUM และ X-QUANTUM
สุดท้ายนี้ การลงทุนในธุรกิจที่เป็นเทรนด์ใหม่ๆ ของโลก ถือว่าเป็นโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจเสมอ แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องเตรียมใจไว้เลย ก็คือ เทรนด์การลงทุนใหม่ๆ จะมาพร้อม “ความคาดหวังที่สูง” เสมอ หากมีปัจจัยอะไรที่ไม่เป็นไปตามคาด ราคาหุ้นในเทรนด์ธุรกิจนั้นๆ ก็สามารถปรับตัวลงได้แรงเช่นกัน ดังนั้น “การกระจายการลงทุน” จึงสำคัญ การลงทุนใน Thematic ใหม่ๆ ควรเป็นสัดส่วนไม่มากในพอร์ตประมาณ 10-20% และ ควรถือควบคู่ไปกับการลงทุนใน “Core Portfolio” ที่เป็นธีมหลักเพื่อทำให้พอร์ตการลงทุนของเรามีความสมดุล
