Official Update :

3 โลหะมีค่าผู้ชนะแห่งปี 2025 เงิน–แพลทินัม–ทอง พุ่งแรงทำสถิติ AI-พลังงานสะอาด-ภูมิรัฐศาสตร์ หนุนดีมานด์ โบรกฯ ชี้ปี 2026 พื้นฐานยังดี แต่เสี่ยงผันผวน

ปี 2025 กลายเป็นปีที่โลหะมีค่ากลับมาโดดเด่นอย่างชัดเจน โดยมีแรงหนุนหลักมาจากปริมาณโลหะที่ตึงตัว, ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านพลังงานและ AI, รวมถึงแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยที่กลับมาอีกครั้ง โดยในบทความนี้ Wealthy Thai จะมาสรุปภาพรวมโลหะมีค่าที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในปี 2025 และแนวโน้มในปี 2026


สรุปปี 2025: โลหะมีค่าที่ทำผลงานดีที่สุด


1.เงิน (Silver): ผู้ชนะในปี 2025

เงินเป็นโลหะมีค่าที่ทำผลงานดีที่สุดในปี 2025 โดยราคาปรับขึ้นตั้งแต่ต้นปีประมาณ 95% ถึง 132% (ขึ้นอยู่กับแหล่งข้อมูล เช่น YCharts หรือ Trading Economics และช่วงเวลาที่วัด) และทำราคาแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใกล้ 65 ดอลลาร์ต่อออนซ์


การปรับขึ้นนี้ มาจากภาวะขาดแคลนอุปทานต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ผสานกับความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม เช่น พลังงานแสงอาทิตย์, อิเล็กทรอนิกส์, เซมิคอนดักเตอร์, และฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI, รวมถึงแรงซื้อจากนักลงทุนในช่วงที่โลกมีความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และนโยบาย


2.แพลทินัม (Platinum): ราคาทะลุกรอบหลังถูกมองข้ามมานาน

แพลทินัมตามมาเป็นอันดับสอง โดยให้ผลตอบแทนประมาณ 110% ตั้งแต่ต้นปี ถือเป็นผลงานที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหลายปี โดยปัจจัยขับเคลื่อนหลักได้แก่ ภาวะอุปทานตึงตัว (ขาดแคลนต่อเนื่องเป็นปีที่ 3), ความต้องการจากอุตสาหกรรมชิ้นส่วนลดมลพิษในรถยนต์, และการที่รถยนต์ไฟฟ้าเติบโตช้ากว่าที่คาด ที่ทำให้รถเครื่องยนต์ยังคงต้องใช้แพลทินัม นอกจากนี้ ความสนใจในพลังงานไฮโดรเจนและพลังงานสะอาดยังช่วยหนุนราคา


3.ทองคำ (Gold): ขึ้นแรงจากปัจจัยมหภาค

ทองคำให้ผลตอบแทนที่แข็งแกร่ง แต่ต่ำกว่าเงินและแพลทินัม โดยราคาปรับขึ้นประมาณ 60–68% ตั้งแต่ต้นปี และทำจุดสูงสุดใหม่ทะลุ 4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์


ต่างจากเงินและแพลทินัม การปรับขึ้นของทองคำไม่ได้มาจากอุปสงค์ภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่ขับเคลื่อนโดยแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย, การสะสมทองคำของธนาคารกลาง, ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความคาดหวังว่านโยบายการเงินจะผ่อนคลาย ซึ่งตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน


มุมมองและแนวโน้มโลหะค่าในปี 2026


1.ทองคำ: ได้รับการสนับสนุนจากโบรกเกอร์มากที่สุด

ทองคำยังคงเป็นโลหะที่ได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางและสม่ำเสมอที่สุดจากสถาบันการเงินทั่วโลกในมุมมองปี 2026


J.P. Morgan คาดว่าราคาทองคำเฉลี่ยอาจอยู่แถว 5,055 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ปี 2026 และมีโอกาสขึ้นไปใกล้ระดับ 5,400 ดอลลาร์ จากแรงซื้อ ETF และความต้องการทองคำแท่ง


Goldman Sachs คาดว่าราคาทองคำปลายปี 2026 จะอยู่ใกล้ 4,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงซื้อของธนาคารกลางและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ


Morgan Stanley มองว่าทองคำจะปรับขึ้นต่อ แต่ในแบบที่ช้าลงหลังการพุ่งแรงในปี 2025 โดยให้เป้าหมายราว 4,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ปี 2026


Heraeus Precious Metals มองว่าทองคำอาจแกว่งในกรอบกว้างที่ 3,750–5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากการพักฐานหลังราคาขึ้นแรง


BMO Capital Markets ให้น้ำหนักบวกกับหุ้นเหมืองทองมากกว่าโลหะมีค่าอื่น เนื่องจากทองคำมีความทนทานสูงในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว


2.แพลทินัม: อ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจ แต่มีแรงหนุนโดยอุปทานตึงตัวและความต้องการอุตสาหกรรม

Morgan Stanley ให้เป้าหมายราคาแพลทินัมประมาณ 1,775 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากความต้องการชิ้นส่วนรถยนต์


UBS ปรับเพิ่มประมาณการราคาแพลทินัมขึ้นราว 300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากอุปทานที่ตึงตัวและการเปลี่ยนผ่านสู่ EV ที่ช้ากว่าคาด


Heraeus Precious Metals คาดว่าราคาแพลทินัมจะเคลื่อนไหวในช่วง 1,300–1,800 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนความผันผวนจากการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน


3.เงิน: ศักยภาพสูง แต่มีความผันผวนมากกว่า

เงินยังคงน่าสนใจ แต่มีความอ่อนไหวต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและนโยบายมากกว่าโลหะอื่น


Heraeus Precious Metals คาดว่าราคาเงินอาจอยู่ในกรอบ 43–62 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยชี้ถึงทั้งภาวะขาดแคลนและความผันผวนหลังราคาขึ้นแรง


Morgan Stanley เตือนว่าเงินอาจ ให้ผลตอบแทนด้อยกว่าทองคำในปี 2026 หากความต้องการจากโซลาร์หรือภาคอุตสาหกรรมชะลอลง


โดยข้อมูลนักลงทุนรายย่อยและ ETF ยังสะท้อนความสนใจต่อเงิน แต่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองว่าการขึ้นแรงแบบปี 2025 อาจเกิดซ้ำได้ยาก


สรุป

ปี 2025 เป็นปีที่โดดเด่นมากสำหรับโลหะมีค่า โดยเฉพาะเงิน, แพลทินัม และทอง ส่วนปี 2026 มีแนวโน้มเป็นปีแห่งการพักฐาน ที่จำเป็นต้องมีการคัดเลือกมากขึ้น ทั้งนี้ทองคำยังเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่ได้รับการสนับสนุนมากที่สุด ในขณะที่แพลทินัมมีโอกาสจากภาคอุตสาหกรรม แต่อาจผันผวนตามเศรษฐกิจ และเงินมีพื้นฐานแข็งแรง แต่ก็มีความผันผวนสูงด้วย


สำหรับนักลงทุน โลหะมีค่าในปี 2026 ไม่ควรมองโลหะมีค่าเป็นมือทำกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ให้มองเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยงและบริหารความผันผวนของพอร์ตลงทุนจะดีกว่า