Official Update :

รู้หรือไม่? “การออมเพื่อเกษียณ” ของไทย... ยังขาด “เสาหลักที่2” (การออมภาคบังคับ) ที่หายไป !!!

Wealthy Way: ชั่วโมงนี้ เรื่องของ “กองทุนประกันสังคม” มาแรงจริงๆ แต่เป็น “มรสุมข่าวร้ายมากกว่าดี”


จนเริ่มมีการเรียกร้องให้ “ออกจากระบบราชการ” ไปเลยเผื่อจะดีขึ้น มีการนำไปเปรียบเทียบกับ “กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ” (กบข.) บ้าง เทียบกับ “กองทุนบำนาญ” ของต่างชาติบ้าง


จนล่าสุดมี “แชตหลุด” ในกลุ่ม “บอร์ดประกันสังคม” ด่าว่า “สื่อ...เฮงซวย” พร้อมทวงบุญคุณผู้ประกันตน “กำไร 8 หมื่นลบ.” ให้ “จำใส่กะโหลก” ไว้ด้วย !!!



แต่ขอให้ “ประกันสังคม” สบายใจได้ ทาง
Wealthy Thai” ทำหน้าที่สื่อแบบ “มืออาชีพ” และอยู่ใน DNA ทีมงานทุกคนแน่นอน ตั้งแต่วันแรกที่ก่อตั้ง ปัจจุบัน และในอนาคตก็จะเป็นเช่นนี้ “มั่นใจได้” !!!


วันนี้ จะพามาดู “การออมภาคบังคับ” (เสาหลักที่2) ในระบบแรงงานของไทยที่ “ยังขาดอยู่” ในปัจจุบัน ที่อาจจะคุ้นๆ หูในชื่อ “กองทุนบำเหน็จบำนาญแห่งชาติ” (กบช.) นั่นเอง


ถือเป็นอาถรรพ์ นโยบายปราบเซียนอย่างแท้จริง แม้แต่ “รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร” ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จก็ยังทำให้เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ได้ (เหมือนต้องคำสาป...ให้เกิดขึ้นในไทยไม่ได้ก็ไม่ปาน บ้างว่าเจ้าที่แรง-กระทบทุนการเมือง บ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดี-บริษัทยังไม่พร้อม เป็นต้น)


ส่วน “กองทุนประกันสังคม” (เสาหลักที่1) แม้จะเป็นภาคบังคับแต่ก็แค่ “สวัสดิการพื้นฐาน” เท่านั้น ดังนั้น ถ้าจะเทียบกับ “กองทุนบำนาญต่างประเทศ” จริงๆ ในปัจจุบัน ยังไม่มีคู่เปรียบตรงๆ แต่ประการใด


อย่างไรก็ตาม ถือว่า เป็นระบบ “การออมภาคบังคับ” (เสาหลักที่2) ที่มีประโยชน์ และถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยควรมีได้แล้วในวันนี้ วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย


PVD” ภาคสมัครใจของไทย ครอบคลุมแรงงาน 20% นายจ้าง 4%...มีเงินลงทุนกว่า 1.58 ล้านล้านบาท

หนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลตระหนักและมองเห็นมานานแล้ว คือ การเกิดที่ลดลง คนอายุยืนขึ้น สังคมผู้สูงอายุ แล้วใครจะมาดูแล “ชีวิตหลังเกษียณ” ของคนงานเหล่านี้ในอนาคต ถ้าคนเกิดน้อย ต่อไป “รายได้ภาษี” จะเพียงพอได้ยังไง...


“รัฐบาลรู้”...และนั่นก็เป็นที่มาของ “เครื่องมือในการสร้างแรงจูงใจในการออมเพื่อเกษียณ” ต่างๆ ที่รัฐให้มา ไม่ว่าจะเป็น “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) หรือแนวคิดของ TISA” (Thailand Individual Saving Account) ที่สะดุดไปก่อนเพราะยุบสภา เป็นต้น


แต่ดูเหมือนจะลืมเครื่องมือที่สำคัญไปอย่าง นั่นก็คือ “การออมภาคบังคับ” (เสาหลักที่2) ซึ่งรูปแบบนี้แหละ ที่กำลังมีการนำไปเปรียบเทียบกับ “กองทุนประกันสังคม” ในปัจจุบัน (แต่จริงๆ แล้ว...เป็นเสาคนละต้นในระบบการออมเพื่อเกษียณ)


ตอนนี้ “การออมเพื่อเกษียณ” ของไทยที่มีอยู่เป็น “ภาคสมัครใจ” (เสาหลักที่3) นั่นก็คือ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (PVD: Provident Fund) นั่นเอง



โดย สิริพร สงบธรรม จังตระกูล” เลขาธิการ สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย บอกว่า การออมของคนวัยทำงานที่มีรายได้ประจำ ประมาณ 15 ล้านคน เป็น “เดอะแบก” คือ จ่ายภาษีเพื่อแบกคนทั้งประเทศกว่า 64 ล้านคน มีรายงานข้อมูลผ่านการเก็บออมเงิน ด้าน “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (PVD) ชื่อบอกว่า เลี้ยงชีพ ยามแก่เฒ่า หรือทำงานไม่ได้ เริ่มใช้กันเมื่อปี1987 หรือเมื่อ 38 ปีก่อน เป็น “ภาคสมัครใจ” คือ ทำก็ได้ ไม่ทำก็ได้ ลูกจ้างจ่าย 2-15 % ต่อเดือนของเงินค่าจ้าง นายจ้างจ่ายสมทบเข้ามาอีก คือ จ่ายทั้งสองฝ่าย รวมเป็นเป็นเงินเก็บของลูกจ้าง-หากจ่ายรวมกันเต็มเพดาน 30% ต่อเดือนเป็นเงินก้อน ที่มอบให้มืออาชีพนำไปบริหาร ให้งอกเงย และรับกลับตามเกณฑ์


“แต่พบว่า มี ลูกจ้าง เข้าร่วมใน PVD เพียง 2.99 ล้านคน หรือไม่ถึง 3 ล้านคน จากกำลังลูกจ้างในระบบ 15 ล้านคน หรือประมาณ 20% ส่วน นายจ้าง เข้าร่วมราว 25,444 ราย หรือประมาณ  4% (นายจ้างราว 6 แสนราย) เท่านั้น มีเงินลงทุนประมาณ 1.58 ล้านล้านบาท”


EPF” กองทุน PVD ภาคบังคับของ “มาเลเซีย”...ครอบคลุมแรง 95%-นายจ้าง 100% มีเงินลงทุนกว่า 310 พันล้านดอลลาร์

มีข้อมูลเทียบเคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง “มาเลเซีย”  ประเทศที่ได้รับเอกราชจากการปกครองของสหราชอาณาจักร ปี1957 มีการวางรากฐานสำหรับประชากรของเขามาแล้ว เมื่อปี 1949 หรือเมื่อ 76 ปีก่อน และออก “กฎหมายเป็นภาคบังคับ”  ปี 1991 (34 ปีก่อน) ส่งผลให้มีเงินออมในระบบของ “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” (EPF: Employees Provident Fund) มีจำนวน “ลูกจ้าง” เป็นสมาชิกราว 16.43 ล้านคน หรือประมาณ 95% และมี “นายจ้าง” เข้าระบบทั้งหมดมากกว่า 6 แสนราย


“ลูกจ้างในมาเลเซีย เก็บเงินออมเข้า EPF ในอัตราเดียว คือ 11 % ของค่าจ้าง นายจ้างจ่ายสมทบ 12-13 % กลายเป็นเงินก้อนโตที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ เป็นสวัสดิการให้พลเมืองชาวมาเลเซียกว่า 310 พันล้านเหรียญสหรัฐ โตกว่าเมืองไทยกว่า 7 เท่า เลยทีเดียว”


โดย EPF” ของมาเลเซีย มีสัดส่วนการลงทุนภายในประเทศ : ต่างประเทศ  คือ 60 : 40 และ “ไม่ลงทุนในดิจิทัล/คริปโต” ที่สำคัญอีกเรื่องคือ ยกเว้นภาษีของกองทุน EPF ในทุกกรณี เป็นการวางรากฐานให้พลเมืองชาวมาเลเซีย สมยุคสังคมสูงวัยที่มาก่อนกาล เมื่อ 76 ปีก่อนนั่นเอง


และ “เงินก้อนโต” ขนาดนี้ ต้องบริหารด้วยความซื่อสัตย์ มีจรรยาบรรณ มองเห็นประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง กฎหมายบ้านเขาแรง ถึงแรงมาก “หากทุจริต โทษประหารชีวิตก็เจอกันมาแล้ว”


“สำหรับเมืองไทย เมื่อเห็นตัวอย่างจากประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยเป็นประสบการณ์ ทำนายอนาคตได้เป็นอย่างดี หากยังเป็น ภาคสมัครใจ-ไม่บังคับ สิ่งเร้าในโลกการค้าเสรี การบริโภคระบบทุนนิยม อาจส่งผลต่อการบริหารเงินของบุคคลต่อการขับเคลื่อนประเทศ ปัจจัยหลัก คือ นโยนบายทางการเมืองที่ไม่นิ่ง ย่อมส่งผลถึงอนาคตของพลเมืองไทยทุกคนเช่นกัน”


ถ้า “เงินออมเพื่อเกษียณ” ของประเทศไทยโต ก็จะเข้าไปลงทุนในตลาดการเงินอีกเป็นจำนวนมากทั้งหุ้นและตราสารหนี้ เป็นต้น ซึ่งจะเป็นแหล่งเงินทุนให้ภาครัฐและเอกชนนำไปใช้ในการประเทศได้อีกมากเลยทีเดียว ใกล้เลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 26 แล้ว ไม่แน่ใจว่ามี “พรรคสีไหนบ้าง” ที่มีนโยบายผลักดัน “การออมภาคบังคับ” ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อสร้าง “เสาหลักที่2” เพื่อเป็นเงินเกษียณให้กับแรงงานในระบบของไทยสักที

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’