โอกาสนี้ซื้อเลยไหม? ทองคำพลิกร่วงหนัก สวนทางตะวันออกกลางยังตึงเครียด กูรูชี้ยังเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง
หลังจากราคาทองพุ่งขึ้นในช่วงแรกจากข่าวการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน ราคาทองคำก็พลิกทิศทาง โดยราคาทองคำสปอตลดลงประมาณ 3–4% มาอยู่ที่ราว 5,130 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในวันที่ 3 มีนาคม หลังจากที่ก่อนหน้านั้นเคยซื้อขายที่ระดับสูงกว่า 5,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงต้นสัปดาห์
การปรับตัวลงครั้งนี้ทำให้นักลงทุนจำนวนมากรู้สึกสับสน เพราะตามตรรกะทั่วไปแล้ว หากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ราคาทองคำซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ก็ควรจะปรับตัวขึ้นไม่ใช่หรือ? แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมของทองคำในช่วงวิกฤตมักซับซ้อนกว่านั้น และนี่คือเหตุผลหลักที่อาจทำให้ราคาทองสวนทางกับที่เคยคิดไว้
ค่าเงินดอลลาร์และอัตราดอกเบี้ยกดดันความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาทองคำปรับตัวลง อาจมาจากแรงกดดันจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและอัตราดอกเบี้ย
ความขัดแย้งดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดเริ่มกังวลเกี่ยวกับแรงกดดันเงินเฟ้ออีกครั้ง เมื่อคาดการณ์เงินเฟ้อสูงขึ้น นักลงทุนจึงเริ่มลดความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) และค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งทั้งสองปัจจัยมักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้ามกับราคาทองคำ
เนื่องจาก ทองคำไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูงขึ้น พันธบัตรจึงดูน่าสนใจมากกว่าทองคำ ในขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นก็ทำให้ทองคำมีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่น ส่งผลให้ความต้องการในตลาดโลกลดลง
แรงขายทำกำไรหลังจากราคาพุ่งขึ้นแรง
ก่อนหน้านี้ราคาทองคำอยู่ในช่วงขาขึ้นแรง โดยราคาพุ่งขึ้นตามความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ จนแตะระดับสูงสุดในรอบหลายเดือนที่มากกว่า 5,200–5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ก่อนที่จะเริ่มปรับตัวลง
การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นนี้มักกระตุ้นให้เกิดแรงขายทำกำไร (Profit-taking) โดยเฉพาะจากนักลงทุนระยะสั้น นอกจากนี้ ความผันผวนในตลาดการเงินโดยรวมยังทำให้นักลงทุนบางส่วนจำเป็นต้องขายสินทรัพย์เพื่อเพิ่มสภาพคล่องหรือชำระมาร์จิ้น ซึ่งรวมถึงการขายทองคำด้วย
แม้อาจดูขัดกับความคาดหมาย แต่ราคาทองคำที่ลดลงในช่วงต้นของสงครามไม่ใช่เรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้น
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การพุ่งขึ้นของราคาทองคำจากเหตุการณ์สงคราม มักเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ เนื่องจากตลาดมักตอบสนองต่อข่าวเหตุการณ์ทันที ก่อนที่จะกลับไปให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านนโยบายการเงิน
ในอดีตเคยเกิดลักษณะคล้ายกันในเหตุการณ์อย่าง สงครามอิหร่าน–อิรัก และสงครามอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งราคาทองคำพุ่งขึ้นในช่วงแรก ก่อนจะมีการปรับฐานในเวลาต่อมา
มีหลายเหตุผลที่ทำให้เกิดรูปแบบเช่นนี้ เช่น
1.ปรากฏการณ์ “Dash for Cash”: ในช่วงที่เกิดความตึงเครียด นักลงทุนมักแห่เข้าถือเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลก ส่งผลให้ราคาทองคำอาจอ่อนตัวลงชั่วคราว
2.ความคาดหวังเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น: สงครามมักทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะน้ำมัน ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และทำให้สินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนอย่างทองคำดูน่าสนใจลดลง
3.การลดสถานะการลงทุน (Position unwinding): การเคลื่อนไหวของตลาดที่รุนแรงมักนำไปสู่ การขายทำกำไรหรือการปิดสถานะการลงทุน แม้กระทั่งในสินทรัพย์ที่โดยปกติถือว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม หากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงยืดเยื้อ หรือเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัว ทองคำมักกลับมาทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงอีกครั้ง
นี่คือจังหวะเข้าซื้อหรือไม่?
แม้ตลาดจะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่นักวิเคราะห์บางส่วนยังเชื่อว่า แนวโน้มขาขึ้นของทองคำในระยะยาวยังคงอยู่ เพราะความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และความต้องการกระจายความเสี่ยงของนักลงทุน อาจยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำในระยะยาว
สถาบันการเงินบางแห่งยังคงมีมุมมองเชิงบวก ตัวอย่างเช่น BNP Paribas ที่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาทองคำเฉลี่ยในปี 2026 มาอยู่ที่ประมาณ 5,620 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และมองว่ามีโอกาสที่ราคาจะทะลุ 6,250 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายปี หากความไม่แน่นอนยังคงอยู่
อย่างไรก็ตาม ปฏิกิริยาล่าสุดของตลาดได้สะท้อนบทเรียนสำคัญว่า ราคาทองคำไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์เพียงอย่างเดียว เพราะการเคลื่อนไหวของค่าเงิน, อัตราดอกเบี้ย และโครงสร้างการถือครองของนักลงทุน มักมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางราคาทองคำในระยะสั้นด้วย
สำหรับนักลงทุน นั่นหมายความว่า ช่วงเวลาวิกฤตอาจสร้างทั้งความผันผวนที่คาดไม่ถึง และโอกาสในการเข้าลงทุน
