“FIRE” มุ่งไปที่การมี “อิสรภาพทางการเงิน” ตั้งแต่อายุน้อยๆ !!!
Where2put Ur Money: สำหรับคนรุ่นใหม่นับตั้งแต่ยุค “Millennials” และ “Gen Z” ซึ่งเป็นกลุ่มหลักที่สร้างพลังขับเคลื่อนให้เกิดเศรษฐกิจยุคดิจิตอลเป็นต้นมา ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านค่านิยม ความคาดหวัง ตลอดจนแนวคิด และทัศนคติในเรื่องการทำงาน และการเกษียณขึ้นใหม่ ซึ่งแตกต่างไปจากคนรุ่นโบราณยุคก่อนๆ อย่างชัดเจน
“โดยกลุ่มคน ‘วัยทำงานรุ่นใหม่’ ล้วนแล้วอยากที่จะมีอิสรภาพทางการเงินกันตั้งแต่อายุยังน้อยๆ หรือต้องการเกษียณให้ได้ภายในช่วงอายุ 35-40 ปี ก่อนที่จะถึงวัยเกษียณจริง (อายุ 55-60 ปี) เพื่อไปไล่หา หรือทำตามความฝันของตนเองอันจะนำมาซึ่งความสุขในการใช้ชีวิต”
แน่นอนว่า กลุ่ม “คนวัยทำงานรุ่นใหม่” ย่อมอยากเลือกเส้นทางของตนเองมากกว่าการอยู่ภายใต้กรอบการทำงานประจำไปจนถึงอายุ 55-60 ปีตามระบบเกษียณแบบดั้งเดิม จึงทำให้เกิดแนวคิด “การเกษียณไว” (Early Retirement) ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1992 โดยอ้างอิงมาจากหนังสือชื่อ “Your Money or Your Life” ที่เขียนร่วมกันขึ้นโดย “Joe Dominguez” และ “Vicki Robin” ภายใต้ความเชื่อที่ว่า คนเราสามารถที่จะเกษียณจากการทำงานไวได้จริง หากมีการวางแผนการเงินอย่างเป็นระบบ ซึ่งต่อมาแนวคิดดังกล่าวได้ถูกนำมาเผยแพร่โดย “Jonathan Mendonsa” จนเป็นที่นิยมแพร่หลายขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 21 และเรียกแนวคิดดังกล่าวว่า “FIRE (Financial Independence, Retire Early)”
แนวคิด “FIRE” นี้มุ่งไปที่การมีอิสรภาพทางการเงินตั้งแต่อายุน้อยๆ อย่างเพียงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้ในระยะยาว โดยต้องการที่จะเกษียณออกจากชีวิตงานประจำที่ตนเองไม่ได้ชื่นชอบ หรือหยุดจากงานที่สร้างความเครียด ความกดดันต่อชีวิตตน จนทำให้ไม่มีเวลาให้แก่ตัวเอง และครอบครัว แล้วออกไปใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้ตามที่ใจตนเองต้องการตั้งแต่อายุยังไม่มาก

อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ ไม่ได้หมายถึง การหยุดทำงานอย่างถาวร หรือไม่ต้องทำงานอีกเลย แต่เป็นการสร้างอิสรภาพทางการเงินให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะได้มีตัวเลือกหรืออิสระในการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเลือกไปท่องเที่ยว พักผ่อน ใช้ชีวิตที่เรียบเงียบ ทำงานที่รัก หรือเริ่มธุรกิจส่วนตัว โดยไม่ต้องมาพะวงกับเรื่องรายได้กันต่อไปอีก ทั้งนี้ แนวคิด FIRE มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้
- คำนวณว่า ต้องมีจำนวนเงินเท่าไหร่จึงจะสามารถใช้จ่ายเมื่อยามเกษียณได้อย่างเพียงพอ ภายใต้เป้าหมายที่ว่า การถอนเงินมาใช้จ่ายในแต่ละปีนั้นจะต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายปี และจะต้องไม่ทำให้เงินที่มีอยู่หมดลงก่อนที่จะตาย โดยนำค่าใช้จ่ายรายปีที่คาดว่า จะใช้ในช่วงหลังเกษียณมาคูณด้วย 25 ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ จำนวนเงินทั้งหมดที่ต้องมี เพื่อให้สามารถถอนเงินมาใช้ได้ 4% ของเงินที่มีในปีแรก (ใช้ The 4% Rule เป็น Safe Withdrawal Rate) และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปีต่อๆ ไปหลังจากที่ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อแล้ว
“ขณะที่เงินส่วนที่เหลืออีก 96% จะถูกนำไปลงทุนต่อในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยซึ่งสามารถเอาชนะเงินเฟ้อได้ เพื่อให้เงินส่วนนี้เติบโตงอกเงยในระยะยาว และทำให้สามารถถอนเงินมาใช้ได้เรื่อยๆ โดยไม่ทำให้เงินที่มีอยู่หมดลง หรืออาจจะหมดลงช้ามากๆ จนสามารถมีกินมีใช้ไปได้จนถึงวันสุดท้ายของชีวิต”
- ออมก่อนใช้อย่างมีวินัย และพยายามรักษารายได้ให้มากกว่ารายจ่ายอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยจะโหมออมเงินหนักกว่าคนทั่วไป (Extreme Saving) ในปริมาณที่มากถึง 50 - 70% ของรายได้ต่อเดือน แล้วนำเงินออมไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง (เพราะการออมเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถเอาชนะอัตราเงินเฟ้อได้) ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างเคร่งครัด มุ่งใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผลมากกว่าคนทั่วไป และหารายได้เสริมเพิ่ม
“จนกว่าจะมีเงินที่มากกว่าค่าใช้จ่ายต่อปีประมาณ 25 เท่า จึงจะตัดสินใจเกษียณตัวเอง และลาออกจากงานประจำ”
- หมั่นศึกษาเพิ่มพูนความรู้เรื่องการเงินการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และติดตามสถานการณ์สภาวะเศรษฐกิจ และตลาดทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการลงทุน เนื่องจากแนวคิดนี้จะมีการนำเงินออมมาลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูง จึงนำมาซี่งความเสี่ยงจากการลงทุนที่สูงตามมาด้วยนั่นเอง
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจคิดว่า แนวคิด “FIRE” เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ แต่เชื่อไหมครับว่า ใน “ยุโรป” และ “อเมริกา” มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากที่สามารถเกษียณไวตั้งแต่อายุน้อยๆ จากแนวคิดดังกล่าวนี้ ส่วนใน “เอเชีย” เองก็เริ่มมีคนรุ่นใหม่ที่หันมาใช้แนวคิดนี้จนประสบความสำเร็จแล้วด้วยเช่นกัน จึงสามารถกล่าวได้ว่า แนวคิดนี้สามารถนำมาใช้ได้จริง ดังนั้น ถ้าอยากเกษียณไว ก็ลองนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้กับวิถีชีวิตกันดูครับ
