ไม่ว่า “เศรษฐกิจ” จะเป็นยังไง... ก็มี “สินทรัพย์” ที่เหมาะสมให้เลือกลงทุนได้ ส่อง 4 “สินทรัพย์” ทางรอด ในช่วง “Stagflation” !!!

Wealthy Way: รู้หรือไม่?...“Stagflation” เป็นภาวะเศรษฐกิจ (GDP) เติบโตช้าเริ่มชะลอตัวลง แต่ “เงินเฟ้อ” ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งตาม “Investment Clock” สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีสุด คือ “เงินสด” (Cash) นั่นเอง


ซึ่งหลายประเทศกำลังกังวลว่าเศรษฐกิจของประเทศตัวเองจะเจอกับ Stagflation” กันหรือยัง? แม้ทาง “ธ.แห่งประเทศไทย” (BOT) จะออกมายืนยันว่าไทยยังไม่เจอกับ Stagflation” แต่ประการใดก็ตาม


แต่การที่ “สงคราม” ในตะวันออกลางยืดเยื้อผลักดัน “ราคาน้ำมัน” (Brent) ขึ้นมายืนเหนือระดับ 110 ดอลลาร์/บาเรล ก็เป็นแรงกดดันต่อทิศทาง “เงินเฟ้อ” ทั่วโลกให้ทรงตัวในระดับสูงอย่างเลี่ยงไม่ได้


เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว ของไทยเองล่าสุด “ก.คลัง” ได้ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจปี26 เหลือโตเฉลี่ย 1.6% จากเดิมคาดขยายตัว 2% เป็นผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางนั่นเอง แต่ก็ยืนยันว่ายังห่างไกลจาก Stagflation” เช่นเดียวกัน


แต่ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร ก็ยังมีสินทรัพย์ให้ลงทุนได้ Stagflation” ก็เช่นเดียวกัน


ยังมี 4 สินทรัพย์ที่เป็น “ทางรอด” ให้กับนักลงทุนอยู่ดี มีอะไรบ้างนั้น ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


ส่อง 4 “สินทรัพย์” ทางรอด...ในช่วง “
Stagflation”

สำหรับ “Stagflation” เป็นภาวะเศรษฐกิจที่แก้ไขได้ยาก เพราะมาแบบแพ็คคู่ทั้ง “Stagnation” (เศรษฐกิจชะลอตัว) และ “Inflation” (เงินเฟ้อสูง) เป็นวัฏจักรเศรษฐกิจที่เกิดทั้งภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว อัตราการว่างงานอยู่ในระดับสูง แต่อัตราเงินเฟ้อกลับเพิ่มสูงขึ้น


“ทำให้ ธ.กลาง ยากในการแก้ไขปัญหา เพราะจะขึ้นดอกเบี้ยแก้เงินเฟ้อ ก็กลัวเศรษฐกิจจะพัง หรือจะลดดอกเบี้ยกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็กลัวเงินเฟ้อจะพุ่งสูงไปกันใหญ่ เข้าตำรา...กลืนไม่เข้า-คายไม่ออกเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ไม่มีประเทศไหนอยากเจอ และนั่นสะท้อนผ่านความกังวลของ ธ.กลาง ประเทศต่างๆ ในโลก ทั้งสหรัฐ รวมถึงไทยเองด้วยก็ตาม”


Stagflation” จะส่งผลให้ประสิทธิภาพการผลิตดิ่งลง เกิดวงจร "ค่าจ้าง-ราคา" (Wage-price spiral) โดยบริษัทต่างๆ จะปรับราคาสินค้าขึ้นเพื่อรักษาอัตรากำไรที่กำลังลดลง วงจรนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกว่า “อัตราว่างงาน” จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงจนทำลายวงจรนี้ลง ด้าน “ธ.กลาง” จะคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงจนกว่าจะคุมเงินเฟ้ออยู่


“การจะออกจากภาวะ ‘Stagflation’ นั้น ต้องรอเวลาให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการที่แพงขึ้น ค่อยๆ ปรับตัวลดลง เพื่อทำให้ราคาสินค้า และกลับลงมาอยู่ในภาวะปกติอีกครั้ง”



อย่างไรก็ตาม ในช่วง Stagflation” ยังมี 4 สินทรัพย์ที่เป็น “ทางรอด” ให้เลือกลงทุนได้ ได้แก่

1) “สินค้าโภคภัณฑ์และพลังงาน” (Commodities & Energy): เป็นกลุ่มที่ได้ประโยชน์โดยตรงจาก Supply Shock” ซึ่งมักเป็นตัวจุดชนวนของ “Stagflation” นั่นเอง โดยเน้นการถือครองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นสำคัญ


2) “ทองคำ” (Gold): เป็น “สินทรัพย์ปลอดภัย” (Safe Heaven) และเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันการเสื่อมค่าของ “เงินเฟียต” (Fiat Debasement) ได้ดีที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่ “ธ.กลาง” ไม่สามารถขึ้นดอกเบี้ยได้แรงพอเพราะกลัวเศรษฐกิจจะพังนั่นเอง


3) กลุ่มหุ้นคุณภาพ” (Quality & Defensive): แม้ปกติในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี ราคาหุ้นบางบริษัทจะลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากกำไรของบริษัทที่ลดลงตามสภาวะเศรษฐกิจก็ตาม แต่ก็ยังมีหุ้นบางกลุ่มที่ทนทานต่อภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ได้แก่ บริษัทที่มี “Pricing Power” (ปรับราคาสินค้าขึ้นตามต้นทุนได้) และมีงบดุลที่แข็งแกร่ง เช่น Healthcare, Consumer Staples และ Utilities ซึ่งมีความต้องการซื้อสม่ำเสมอแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวก็ตาม


4) “เงินสด” และ “ตราสารหนี้ระยะสั้น” (Cash & Short Duration): เพราะนักลงทุนกลัวเศรษฐกิจถดถอย การลงทุนในกลุ่ม “สินทรัพย์ปลอดภัย” จึงเป็นทางเลือกที่ดี ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น รอจังหวะลงทุน ลดความผันผวนจากคาดการณ์เงินเฟ้อที่จะสูงขึ้น


“ลงทุนอย่างต่อเนื่อง” (Stay Invest) เป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในระยะยาว ไม่ว่าเศรษฐกิจจะเป็นยังไง จะ “ดี” หรือ “แย่” ก็จะมีสินทรัพย์ที่เหมาะสมให้เลือกลงทุนได้ในแต่ละวงจรเศรษฐกิจอยู่นั่นเอง “Stagflation” ก็ยังมี 4 “สินทรัพย์” ที่เป็น “ทางรอด” สามารถตอบโจทย์การลงทุนได้เช่นเดียวกัน

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’