“กอช.” การออมภาคสมัครใจ “คุณออม-รัฐช่วยออม”… เพื่อเป็นหลักประกัน “บำนาญในวัยเกษียณ” !!!
Where2put Ur Money: รู้กันไหมครับว่า ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมผู้สูงวัย” หรือ “สูงอายุ” (Aging Society) อย่างสมบูรณ์แบบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 ซึ่งหมายถึง ประเทศไทยมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุ (กลุ่ม Aging Population ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป) เกินกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดมาหลายปีแล้ว
โดยหนึ่งในปัญหาที่ท้าทายสำหรับผู้สูงวัย ก็คือ “ปัญหาทางด้านการเงิน” (Financial Pain Point) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการขาดหลักประกันในเรื่องรายได้หลังเกษียณ เงินออมที่ไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ภาระทางการเงินหรือหนี้สินที่ยังมีอยู่ และค่าใช้จ่ายด้านการดูแลสุขภาพที่หนักหน่วงเพิ่มมากขึ้นตามอายุขัย
“ดังนั้น ทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนจึงได้มีการจัดตั้ง ‘กองทุนเพื่อการเกษียณ’ ในรูปแบบต่างๆ ขึ้นสำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนเกษียณ ซึ่งมีทั้งแบบ ‘ภาคบังคับ’ และ ‘ภาคสมัครใจ’ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนประกันสังคม (Social Security Fund) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund: PVD) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข. หรือ Government Pension Fund: GPF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund: RMF) กองทุนผู้สูงอายุ (Older Fund) และกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช. หรือ National Savings Fund) ทั้งนี้ก็เพื่อให้ประชากรชาวไทยสามารถเตรียมความพร้อมก้าวเข้าสู่วัยเกษียณได้อย่างมีคุณภาพ ตลอดจนมีรายได้ที่เพียงพอ มีความเป็นอยู่ที่ดี และสร้างความมั่นคงให้ไปตลอดชีวิตหลังเกษียณที่เหลืออยู่”
แน่นอนว่า หนึ่งใน “กองทุนเพื่อการเกษียณ” ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็คือ “กองทุนการออมแห่งชาติ” (กอช.) ซึ่งเป็นหน่วยงานของภาครัฐที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง และจัดตั้งขึ้นเป็นกองทุนการออมภาคสมัครใจ ตาม “พระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ พ.ศ. 2554” โดยเริ่มเปิดดำเนินการ และรับสมัครสมาชิกอย่างเป็นทางการครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2558

“กอช.” มีเป้าหมายเหลักก็เพื่อสร้างโอกาส และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม รวมถึงส่งเสริมการออมในระยะยาวเพื่อเป็นหลักประกันบำนาญให้แก่กลุ่มแรงงานนอกระบบ เกษตรกร พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ กลุ่มผู้รับจ้างทั่วไป กลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนกลุ่มผู้ที่ไม่มีสวัสดิการใดๆ รองรับการเกษียณเหมือนกับกลุ่มแรงงานในระบบ
“ทั้งนี้ ผู้ที่มีสิทธิสมัครเป็นสมาชิก กอช. จะต้องมีสัญญาชาติไทย มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 60 ปี และไม่อยู่ในระบบสวัสดิการเพื่อการเกษียณใดๆ รวมถึงกลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ทางเลือก 1 ที่จ่ายเงินเองเดือนละ 70 บาทเข้ากองทุนประกันสังคมด้วย”
สมาชิกสามารถส่ง “เงินออมสะสม” เป็นจำนวนเท่าไหร่ก็ได้ เริ่มตั้งแต่ 50 บาทขึ้นไป จะออมเป็นรายเดือนหรือรายปี ก็สามารถเลือกได้ตามความสมัครใจ แต่จะออมได้สูงสุดไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี โดยรัฐบาลจะช่วยจ่าย “เงินสมทบ” เข้าบัญชี กอช. ให้สมาชิกทุกเดือน ทั้งนี้ ในแต่ละช่วงอายุของสมาชิก รัฐบาลจะจ่ายสมทบให้ในอัตราที่ไม่เท่ากัน โดยคำนวณตามช่วงอายุของสมาชิกในอัตราร้อยละของเงินออมสะสม แต่รวมทั้งปีสูงสุดต้องไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี ตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
-
ช่วงอายุ 15 - 30 ปี:รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 50% ของเงินออมที่ส่งเข้าบัญชี (ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี)
-
ช่วงอายุ 30 - 50 ปี:รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 80% ของเงินออมที่ส่งเข้าบัญชี (ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี)
-
ช่วงอายุ 50 - 60 ปี: รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 100% ของเงินออมที่ส่งเข้าบัญชี (ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี)
"นอกจากนี้ เงินที่ออมสะสมไว้กับ ‘กอช.’ ยังสามารถนำไป ‘ลดหย่อนภาษี’ เงินได้บุคคลธรรมดาประจำปีสูงสุดถึง 30,000 บาทต่อปีอีกด้วย ทั้งนี้ ‘กอช.’ จะนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทตามนโยบายการลงทุนที่มีคณะกรรมการบริหารจัดการลงทุนกำหนดให้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ โดยผู้ที่เป็นสมาชิกจะได้รับผลตอบแทนเมื่อสิ้นสมาชิกภาพตามเงื่อนไขที่กำหนด ซึ่งผลตอบแทนที่สมาชิกจะได้รับเมื่อออมเงินกับ ‘กอช.’ จนครบอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ยังได้รับการประกันผลตอบแทนว่า จะสูงกว่าเงินฝากประจำ 1 ปีเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์อีกด้วย”
“กอช.” จึงเป็นระบบ “คุณออม แล้วรัฐช่วยออม” ที่น่าสนใจไม่น้อยสำหรับกลุ่มแรงงานนอกระบบ และผู้ที่ไม่อยู่ในระบบสวัสดิการเพื่อการเกษียณใดๆ เพราะไม่เพียงแต่จะสามารถออมเงินในระยะยาวเพื่อเป็นหลักประกัน “บำนาญในวัยเกษียณ” ได้อย่างสบายใจแล้ว สมาชิกยังสามารถนำ “เงินออมสะสม” มาลดหย่อนภาษีในแต่ละปีได้ รวมถึงมีการรับประกันผลตอบแทนขั้นต่ำให้ไม่น้อยกว่าเงินฝากประจำของธนาคารพาณิชย์เมื่อเป็นสมาชิกกองทุนจนครบอายุ 60 ปีบริบูรณ์อีกด้วย
