รู้หรือไม่? “ไทย” กำลังเผชิญความเสี่ยงแบบ...“High Debt, Low Growth” !!!
Wealthy Way: รู้หรือไม่?...ปกติประเทศจะกู้เงินเพื่อ "สร้างการเติบโต" (High Debt, High Growth) แต่ “ไทย” กำลังเผชิญความเสี่ยงแบบ “High Debt, Low Growth”
หากดูเฉพาะกลุ่ม “อาเซียน” 10 ประเทศ “ไทย” มีหนี้ภาครัฐ/GDP 65.6% มากเป็น “อันดับ7”
แต่ถ้ามองในแง่ของ “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ไทยโตเพียง 2.8% เป็น “รองบ๊วย” เท่ากับ “ฟิลิปปินส์”
ในขณะที่ “ดอกเบี้ยนโยบาย” ของฟิลิปปินส์สูงกว่าไทย ทำให้มีความสามารถในการใช้ “นโยบายการเงิน” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ดีกว่านั่นเอง
จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม “เงินกู้ 4 แสนล้านบาท” อาจทำให้หลายฝ่าย “ไม่ปลื้ม” เท่าไรนัก ส่วนหนึ่งก็มาจากการที่ “ไทย” มี “หนี้ภาครัฐสูง-เศรษฐกิจโตต่ำ”
“หนี้ภาครัฐ/GDP” และ “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” ของประเทศในกลุ่ม “อาเซียน” เป็นยังไงบ้างนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthythai’ รวบรวมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
“ไทย” ติดอันดับ “หนี้ภาครัฐสูง–ศก.โตต่ำ” แห่งอาเซียน
"หนี้สาธารณะของไทย" กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะการ “เงินกู้ 4 แสนล้านบาท” เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” 2 แสนล้านบาท และส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอีก 2 แสนล้านบาท
ซึ่ง “ภาครัฐ” เองประเมินว่า แม้จะมีการกู้เงินเพิ่มเติมแต่สถานะทางการคลังของไทยยังอยู่ในกรอบที่บริหารจัดการได้ หลังการกู้เงินตามร่าง พ.ร.ก. นี้ แม้สัดส่วน “หนี้สาธารณะ/GDP” จะเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังตํ่ากว่าเพดานตามกฎหมายที่ 70% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
“โดยการกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ร่าง พ.ร.ก. กู้เงิน วงเงิน 400,000 ล้านบาท คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะปรับเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ GDP ณ สิ้นเดือนก.พ. 69 คิดเป็น 68.18% ของ GDP อีกทั้งได้มีการประมาณการโดยคำนึงถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง คาดว่าจะส่งผลให้หนี้สาธารณะต่อ GDP ณ สิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 อยู่ที่ประมาณ 69.88% ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบการบริหารหนี้สาธารณะ ที่กำหนดสัดส่วนหนี้สาธารณะคงค้างต่อ GDP ไว้ไม่เกิน 70% รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ มีแผนการชำระหนี้ที่ชัดเจนและโปร่งใส และที่สำคัญคือการดำเนินการทุกประการยังอยู่ภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางการคลัง”

ปัจจุบัน (ณ ธ.ค. 25) “หนี้ภาครัฐ/GDP” ของประเทศกลุ่ม “อาเซียน” มีดังนี้
- “บรูไน” หนี้ภาครัฐ/GDP 2.2% (GDP Growth 4.5%)
- “กัมพูชา” 29.1% (GDP Growth 6.0%)
- “เวียดนาม” 33.6% (GDP Growth 7.8%)
- “อินโดนีเซีย” 41.0% (GDP Growth 5.6%)
- “เมียนมา” 61.3% (GDP Growth -1.0%)
- “ฟิลิปปินส์” 63.2% (GDP Growth 2.8%)
- “ไทย” 65.6% (GDP Growth 2.8%)
- “ลาว” 68.7% (GDP Growth 4.3%)
- “มาเลเซีย” 70.4% (GDP Growth 5.4%)
- “สิงคโปร์” 171.0% (GDP Growth 6.0%)
“แม้ไทยจะมี ‘หนี้ภาครัฐ/GDP’ มากเป็น ‘อันดับ7’ ของอาเซียน และเศรษฐกิจจะโตต่ำก็ตาม แต่หนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นหนี้ในประเทศ และดอกเบี้ยในประเทศก็ไม่ได้สูงแต่ประการใด ล่าสุดทาง ‘Moody's Ratings’ ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ไว้ที่ระดับ ‘Baa1’ แต่ได้ปรับเพิ่มแนวโน้มความน่าเชื่อถือ (Outlook) จาก ‘เชิงลบ’ (Negative) ขึ้นมาเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ (Stable) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกได้เป็นอย่างดี”
สิ่งที่น่ากังวลประเด็นหนึ่งคือ ยิ่ง “หนี้สาธารณะ” ใกล้เพดาน 70% รัฐบาลจะเหลือเงินกู้ไปใช้ในกรณีฉุกเฉินน้อยลงเรื่อยๆ หากเกิด “วิกฤต” เกิดขึ้นในอนาคต รัฐอาจจะไม่มีเงินสำรองเพียงพอเข้ามาช่วยดูแลเยียวยาเหมือนครั้งนี้ และการจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน “นโยบายการเงิน” ด้วยดอกเบี้ยนโยบายก็มีข้อจำกัดเช่นเดียวกัน เพราะปัจจุบัน “ไทย” เองก็มีดอกเบี้ยนโยบายที่ต่ำแล้ว อยู่ “อันดับ9” ของกลุ่มอาเซียนเลยทีเดียว
