“ตกงาน” ไม่ตกใจ...ยังมี ‘แหล่งเงิน’ ไว้ใช้-ฝ่าวิกฤติ COVID-19 !!!
อีกหนึ่งผลกระทบจาก ‘COVID-19’ ในครั้งนี้ นั่นคือ สึนามิที่ถล่มเข้าสู่ตลาดแรงงานทั่วโลก ยอดคนว่างงานพุ่งปรอทแตก ในไทยเอง ณ สิ้นไตรมาสที่3/21 มี “คนว่างงาน” 8.7 แสนคน คิดเป็น 2.25% สูงสุดในช่วงได้รับผลกระทบจาก COVID-19
และตัวเลขนี้ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้อีกหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อยาวนานไปกว่านี้
เมื่องานไม่มี รายได้หาย จะมี ‘แหล่งเงิน’ ไหนไว้ให้ใช้ได้บ้างนั้น ตรงนี้สำคัญ ซึ่งทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย
“เงินสำรองฉุกเฉิน” 3 – 6 เดือน...ที่เตรียมไว้
เงินส่วนนี้เป็น “เงินที่เราเก็บไว้ให้ตัวเอง” เผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ต้องถือเป็นเงินที่สมัครใจเก็บ “ไม่มีใครบังคับนะ” ถ้าไม่เก็บก็ไม่มี แต่ใครที่เก็บเอาไว้ถือว่า...โชคดีไป ในเรื่องของ “การวางแผนทางการเงิน” สิ่งที่แนะนำให้นักลงทุนเก็บกันไว้ก่อนเลยนั่น คือ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ ตามตำราก็ให้ตัวเลขเฉลี่ยไว้ 3 – 6 เดือน สำหรับค่าใช้จ่ายปกติของคุณ แต่จริงๆ สูตรนี้ไม่ตายตัวเสียทีเดียวขึ้นกับความเสี่ยงของตัวคุณเองด้วย หากใครเตรียมเงินส่วนนี้เอาไว้เรียบร้อย ในช่วงที่ว่างงานนี้ ก็ถึงเวลาจะดึงเงินสำรองฉุกเฉินก้อนนี้ออกมาใช้แล้วล่ะ
“น่าจะทำให้หลายคนเห็นประโยชน์ของ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ ขึ้นมาก็ในคราครั้งนี้ เพราะหากใครที่ไม่ได้เตรียมเงินส่วนนี้ไว้ หรือเตรียมไว้ไม่เพียงพอ ก็จะขาดแหล่งเงินในส่วนนี้ไป แต่เชื่อว่า...จาก ‘วิกฤติ COVID-19’ ครั้งนี้ จะทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่เห็นความสำคัญของเงินสำรองฉุกเฉินก้อนนี้มากขึ้นไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว และจาก “วิกฤติ COVID-19” ครั้งนี้ อาจทำให้หลายคนตระหนักได้ว่า...เงินสำรองฉุกเฉินแค่ 3 – 6 เดือน อาจน้อยไปด้วยซ้ำ”

“เงินประกันสังคม”...ชดเชย ‘กรณีว่างงาน’
สำหรับ ‘แรงงานในระบบ’ อยู่ในระบบประกันสังคม เป็นผู้ประกันตน ‘มาตรา33’ ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือน ก่อนการว่างงานกับนายจ้างรายสุดท้าย หรือกรณีผู้ประกันตนว่างงานเนื่องจากเหตุสุดวิสัย โดยผู้ประกันตนต้องขึ้นทะเบียนผู้ว่างงานผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (เว็บไซต์ https://empui.doe.go.th) ของสำนักงานจัดหางานของรัฐภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ลาออกหรือถูกเลิกจ้าง หรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง
-ว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัยจากการระบาดของโรคติดต่อ
=== > รับเงิน 50% ของค่าจ้าง (รายวัน) ไม่เกิน 90 วัน
-ว่างงานกรณีถูกเลิกจ้าง
=== > รับเงิน 70 % ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 200 วัน/ปีปฏิทิน
-ว่างงานกรณีลาออกหรือสิ้นสุดสัญญาจ้าง
=== > รับเงิน 45% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน/ปีปฏิทิน
“แต่นี่เป็นการเยียวยาพิเศษในช่วง COVID-19 เท่านั้น ซึ่งจะมีผลไปจนถึง 28 ก.พ. 22 โดยตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค. 22 จะกลับมาใช้อัตราเดิม (กรณีเลิกจ้าง จ่าย 50% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 180 วัน/กรณีลาออก จ่าย 30% ของค่าจ้าง ครั้งละไม่เกิน 90 วัน อีกครั้ง”
“เงินชดเชยรายได้”...ตาม ‘กฎหมายแรงงาน’…กรณี ‘ไม่ได้ลาออก’ เอง
เป็นประโยชน์ตามกฎหมาย ผลกระทบในครั้งนี้ยังกระทบมาถึงตัวบริษัทหลายแห่ง ซึ่งในบางครั้งอาจต้องตัดสินใจปรับลดพนักงาน หรือ ‘ไล่ออก’ จะโดยเต็มใจหรือไม่ก็ตาม ในการ ‘ตกงาน’ และ ‘เลิกจ้าง’ โดยที่เราไม่ได้ลาออกเองโดยสมัครใจนั้น กฎหมายเองให้ความคุ้มครองผ่าน ‘พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541’ โดยค่าชดเชยจะแบ่งเป็น 3 ประเภท ด้วยกัน ได้แก่

1.ค่าชดเชยเมื่อเลิกจ้างกรณีทั่วไป
เป็นการจ่ายชดเชยตาม ‘มาตรา 118’ โดยจะจ่ายเงินชดเชยให้ในอัตราค่าจ้างอัตราสุดท้าย 1 – 10 เดือน ขึ้นกับ ‘อายุการทำงาน’ ของตัวคุณเอง ถ้าหากเป็นการเลิกจ้างเพราะลูกจ้างเกษียณอายุ แม้จะมีการตกลงกันไว้ว่าให้เกษียณอายุเมื่อถึงอายุเท่าใด แต่ก็ถือเป็นการเลิกจ้างตาม ‘มาตรา 118’ ที่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอัตรานี้ด้วยเช่นกัน
2.ค่าเสียหายจากการ ‘ไม่บอกกล่าวล่วงหน้า’
หากนายจ้าง ‘ไล่ออก’ ทันทีโดย ‘ไม่บอกล่วงหน้า’ ถือว่า นายจ้างทำผิดสัญญาจ้างแรงงาน
นอกจากจะต้องจ่ายค่าชดเชยจากการเลิกจ้างตามมาตรา 118 แล้ว ยังต้องจ่ายค่าเสียหายจากการไม่บอกกล่าวล่วงหน้าด้วย ตาม ‘มาตรา 17/1’ เป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างในอัตราที่ลูกจ้างได้รับอยู่อัตราสุดท้าย แต่ค่าเสียหายจำนวนนี้จะคิดมากสุดได้ไม่เกินค่าจ้าง 3 เดือน ซึ่งปกติแล้วที่เห็นจ่ายกันจะอยู่ที่ 1 เดือน ที่เรียกกันว่า ‘ค่าตกใจ’ นั่นเอง
3.ค่าเสียหายจากการ ‘เลิกจ้างไม่เป็นธรรม’
ปัญหาเรื่องการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม หมายถึง การเลิกจ้างโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร ไม่ใช่ความจำเป็นของกิจการ เช่น การเลิกจ้างเพราะเกิดจากความรู้สึกไม่พอใจกันในเรื่องส่วนตัวระหว่าง ‘ลูกจ้าง’ กับ ‘นายจ้าง’ หรือการจงใจกลั่นแกล้งกันให้เดือดร้อน หรือการให้ลูกจ้างออกเนื่องจากเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือเป็นกรรมการสหภาพแรงงานซึ่งเรียกร้องค่าจ้างหรือสวัสดิการเพิ่มเติม
“การเลิกจ้างไม่เป็นธรรมไม่ได้เขียนอยู่ใน ‘พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน’ โดยตรง แต่เป็นหลักในการวิธีการพิจารณาคดีเมื่อคดีขึ้นสู่ศาลแรงงาน ตาม ‘พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ.2522’ มาตรา 49 ที่กำหนดว่า กรณีที่นายจ้างเลิกจ้างไม่เป็นธรรม ให้ศาลสั่งให้รับลูกจ้างกลับเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างเดิม แต่ถ้าหากศาลเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายไม่อาจทำงานร่วมกันต่อไปได้ ก็ให้สั่งให้นายจ้างจ่ายค่าเสียหายแทนการรับกลับเข้าทำงานแทนนั่นเอง”
หวังว่า ‘แหล่งเงิน’ ไว้ใช้ในช่วงที่ว่างงานจาก ‘วิกฤติ COVID-19’ ในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อแรงงานที่ได้รับผลกระทบอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และคงทำให้ทุกคนได้ตระหนักและให้ความสำคัญสำหรับ “การวางแผนการเงิน” ของตัวเองมากขึ้นนับจากนี้ไป โดยเฉพาะความสำคัญของ ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ ที่ควรจะเป็นเงินส่วนแรกก่อนจะขยับไปลงทุนอย่างอื่นเลยทีเดียว ขอเป็นกำลังใจให้แรงงานทุกคนครับ
