ปี65 “ปัจจัยเสี่ยง” ยังมีให้ติดตาม...แต่ก็มาพร้อม “โอกาสการลงทุน” เช่นกัน !!!

ร่วม 2 ปี ที่เศรษฐกิจเกิดการสะดุดเพราะผลจาก COVID-19” ทำให้สินทรัพย์การลงทุนต่างๆ ผันผวนอย่างมาก แม้จะมีการใช้มาตรการเงินการคลังออกมารับมือควบคู่ไปกับการระดมฉีดวัคซีน ส่งผลให้สถานการณ์ในครึ่งหลังของปี 2564  ที่ผ่านมา เราได้เห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงการเดินทางระหว่างประเทศกลับมาเปิดมากขึ้นมีอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางการการระบาดของสายพันธุ์ใหม่


“แต่หากจะพิจารณาภาพรวมกาาลงทุนและผลตอบแทนแล้ว ดูเหมือนยังไม่ได้เปิดกว้างมากนักความน่าสนใจของการหาผลตอบแทนจากสินทรัพย์ ยังอยู่แค่ กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น เป็นหลัก”


คำถามว่าในปี 2565 เศรษฐกิจกลุ่มเอเชีย, ตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทย จะกลับมาฟื้นตัวและเติบโตได้มากกว่าปีที่ผ่านมาแค่ไหน และสินทรัพย์ในภูมิภาคน่าเข้าไปลงทุนหรือยัง?


ดังนั้นในปี 2565 นี้จึงน่าจับตามองอย่างมาก ถ้าดูสัญญาณจากปัจจัยบวกต่างๆ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะแนวโน้มในช่วงครึ่งปีแรกนี้ มีปัจจัยตัวแปรที่สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดดังนี้ครับ


ประเด็นแรกคือ “การฉีดวัคซีน” ประเทศไทยมีการฉีดวัคซีนรวมกันถึงระดับ 100 ล้านโดส ทั้งเข็ม 1  เข็มที่ 2 รวมทั้ง เข็มที่ 3 และหากดูภาพรวมในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ไทย อินโด ฟิลิปปินส์  (TIP) รวมถึงเวียดนามและสิงคโปร์ มีการฉีดวัคซีนรวมกันเกินกว่า100 ล้านโดส และกำลังทยอยฉีดเข็ม เพื่อรับมือกับสายพันธุ์ใหม่ Omicron” ประเด็นนี้คือตัวแปรหลักที่เป็นปัจจัยหนุนต่อเศรษฐกิจของปี 2565 ของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะการเปิดประเทศและการท่องเที่ยว หากการระบาดของ Omicron ไม่รุนแรงมากจนเกินไป


2)​ “การระบาดผสม 2 สายพันธุ์” แม้ว่าสายพันธุ์ Omicron นั้นจะไม่กระทบต่อสุขภาพและการเสียชีวิตอย่างรุนแรง แต่เนื่องจากการระบาดที่รวดเร็วและมีความสามารถในการหลบภูมิคุ้มกันทั้งกับคนที่เคยติดเชื้อและฉีดวัคซีนแล้ว อีกทั้งสายพันธุ์เดิมคือ Delta” ยังคงระบาดอยู่ ดังนั้นต้องจับตาอย่างมากว่า สายพันธุ์ใหม่กับสายพันธุ์เดิม จะเกิดกลายพันธุ์แบบผสมขึ้นหรือไม่ และหากเกิดจะมีผลที่ตามมาหรือไม่อย่างไร





3) “เงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย
” เป็นประเด็นที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์ทั่วโลกโดยตรง ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ ครั้งแรกในปี 2565 นี้ KTBST SEC” คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปีแรกนี้ หลังการทำ QE Tapering หรือลดการซื้อพันธบัตรเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากเดิมและจะทำให้ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะยุติการทำ QE ในเดือนมีนาคม 2565 และจะตามมาด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังจากนั้น และมีผลต่อ “ตลาดหุ้นของประเทศเกิดใหม่” ที่ปรับตัวลงจากแรงเทขาย ยังมีประเด็นอื่นต้องติดตามด้วย เช่น การขาดแคลน Supply และแรงงาน, ความขัดแย้งระหว่างประเทศมหาอำนาจ


“โดยรวมโอกาสการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเปิดกว้างในทิศทางที่ดีในปีเสือนี้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว การส่งออก การบริโภคและบริการที่คาดว่ากลับมาได้ หากไม่เกิดปัจจัยลบที่รุนแรงเข้ามากระทบอีกครั้ง”


อย่างไรก็ตามภาพการลงทุนอาจจะตรงข้ามนิดนึง เนื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ “ไม่เท่ากัน” ในแต่ละประเทศอย่างที่เคยไปนำเสนอไป แน่นอนว่าจะมีผลต่อนโยบายการการเงินของแต่ละประเทศที่ต่างกันด้วย การเลือกสินทรัพย์ลงจึงต้อง “ระมัดระวัง” และต้องพร้อมที่ปรับการลงทุนให้ไวกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง


“KTBST SEC ให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดสหรัฐ, ยุโรป, ญี่ปุ่น ในช่วงครึ่งปีแรก เน้นกลุ่มหุ้นที่มีประกอบการเติบโตได้ดี (Growth Stock) แต่ตลาดเกิดใหม่ ควรชะลอลงทุนไว้ก่อนจนกว่าจะมีสัญญาญบวกคาดว่าจะเป็นช่วงครึ่งปีหลัง (ซึ่งจะวิเคราะห์ในตอนต่อๆ ไป)” 


ส่วน “หุ้นไทย” อาจต้องใช้การวิเคราะห์และเลือกให้ดี  KTBST SEC  ยังให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการเปิดเมืองและกิจกรรมเศรษฐกิจที่เริ่มขยายตัว เช่น สินเชื่อ, สายการบิน, ขนส่ง, ส่งออก (แต่ต้องจับตาการระบาดของ Omicron ว่าจะกระทบกลุ่มนี้หรือไม่) และกลุ่มที่มีการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจใหม่ (Transform) เช่น กลุ่มแบงก์ ซึ่งน่าจับตามองในปี 2565 นี้ 


“เป็นการเริ่มต้นปีใหม่ 2565 บนเหตุและปัจจัยที่ยังต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา เป็นข้อมูลให้นักลงทุนได้ประกอบการตัดสินใจลงทุน ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ตอนหน้าจะนำเสนอเกี่ยวกับเทรด์ของเศรษฐกิจ ในปี 2565 ว่า มีอะไรบ้างที่น่าสนใจ” 


สุดท้ายนี้ “กลุ่มบริษัท KTBST” ขอกล่าว “สุขสันต์ปีใหม่” และขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรง ประสบความสำเร็จในการลงทุนตลอดปีเสือ 2565 ครับ

ดร.วิน อุดมรัชตวนิชย์

ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท เคทีบีเอสที (KTBST) และอาจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การเงิน ที่ชอบถ่ายทอด แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเศรษฐกิจ การเงิน ให้กับคนไทยและตลาดทุน ได้มีความเข้าใจในการการวางแผนทางการเงิน เพื่อประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของคนทุกเพศทุกวัย