“กระจายความเสี่ยง” อย่างมีสไตล์...ไปกับสูตร “50-50”-ช่วยให้ ‘การจัดพอร์ต’ ของคุณง่ายขึ้น !!!
จบสิ้น “ปีฉลู-2021” ก้าวเข้าสู่ “ปีขาล-2022” ถือเป็นจังหวะที่ดีที่เราจะได้ทำการทบทวนพอร์ตการลงทุนในปีที่ผ่านมา เพื่อเขย่าแล้วทำการจัดพอร์ตรับกับเป้าหมายการเงินที่ได้วางเอาไว้ทั้ง ‘ระยะสั้น-กลาง และยาว’
ในปีเสือนี้ “หุ้น” ยังเป็นสินทรัพย์ที่ตลาดยังให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาดในช่วงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว (แบบไม่เท่าเทียมก็ตาม) แต่ก็ยังดูดีกว่า “ตราสารหนี้” ในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นนี้ แล้วจะ “จัดพอร์ตการลงทุน” ยังไงดีล่ะ?
ปัญหาของการมอง ‘ภาพย่อย’ เกินไปก็อาจทำให้นักลงทุนจับต้นชนปลายไม่ออก ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหนดี เพราะปัจจุบันโพรดักต์การลงทุนมีมากมายหลากหลายเต็มไปหมด
ถอยกลับมาสักก้าว หยุดมอง ‘ภาพใหญ่’ สักนิด อาจช่วยให้คุณมองเห็นภาพที่ชัดเจนและแนวทางที่จะมุ่งไปได้ดีกว่าเดิมก็เป็นได้
และนี่เป็นอีกแนวทางการจัดพอร์ต “แบบสมดุล-สายกลาง” ที่จะช่วยให้การจัดพอร์ตการลงทุนของคุณง่ายยิ่งขึ้น
วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ ยังคงมีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาเปิดศักราชต้อนรับ “ปีขาล-2022” กันเช่นเคย
“เริ่มต้น” ด้วย...การ ‘เข้าใจความเสี่ยง’ ของสิ่งที่จะเข้าไปลงทุน
เมื่อผู้ลงทุนรู้ระดับ “ความเสี่ยงของตัวเอง” แล้ว คุณก็ต้องรู้ “ความเสี่ยงของสิ่งที่จะไปลงทุน” ด้วยเช่นกัน เข้าตำรา... ‘รู้เขา รู้เรา ร้อยรบมิมีพ่าย’ เพราะถ้ายังไม่รู้อย่างแท้จริงว่า สินทรัพย์ที่คุณไปลงทุนมีความเสี่ยงแค่ไหน คุณอาจจะจับคู่ผิดพลาดก็ได้ เช่น คิดว่าสินทรัพย์ที่ไปลงทุนไม่เสี่ยง ทั้งที่มันก็มีความเสี่ยง หรือคิดว่าสินทรัพย์นั้นเสี่ยงสุดๆ แต่จริงๆ ความเสี่ยงอาจจะอยู่ในระดับที่คุณพอรับได้ก็ได้ เป็นต้น
ในจักรวาลของสินทรัพย์การลงทุนมากมายนั้น สรุปโดยย่ออาจะเหลือเพียง 2 สินทรัพย์หลักๆ ได้แก่ ‘หุ้น’ และ ‘ตราสารหนี้’ เป็น 2 ค่ายใหญ่ โดยมีกลุ่ม ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ เข้ามาเป็นส่วนเสริม เช่น ‘อสังหาริมทรัพย์’, ‘ทองคำ’ เป็นต้น ถือเป็นสินทรัพย์หลักที่นักลงทุนทั่วไปสามารถที่จะเข้าถึงได้โดยง่ายอีกด้วย โดยทำผ่านเครื่องมืออย่าง “กองทุนรวม” นั่นเอง
“นอกจาก ‘การจัดสรรเงินลงทุน (Asset Allocation)’ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีส่วนกำหนดผลตอบแทนในระยะยาวของการลงทุนแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญที่เราทำไมจึงควรจะมีการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ก็เพื่อที่จะช่วย ‘กระจายความเสี่ยง’ ให้พอร์ตการลงทุนโดยรวมของเราเอง เพราะไม่มีสินทรัพย์ประเภทใดที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีอยู่ตลอดเวลา”
แบ่งสินทรัพย์ออกเป็น 2 ค่ายหลัก “สมดุล-สายกลาง”
ย้อนกลับมาในภาพของสินทรัพย์การลงทุนหลัก 2 ค่ายในจักรวาลการลงทุน ได้แก่ “หุ้น” ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง และ “ตราสารหนี้” ซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มสินทรัพย์มั่นคงปลอดภัย ซึ่งโดยธรรมชาติการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์ 2 กลุ่มนี้ มักจะไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน (ยกเว้นในบางช่วงเวลา เช่น วิกฤติการเงินโลก)
“เมื่อนำผลตอบแทนมารวมกันแล้วก็จะทำให้ผลตอบแทนโดยรวมอยู่กลางๆ และมีความสม่ำเสมอของผลตอบแทนที่ดีกว่าได้ในระยะยาว”
เป็นแนวคิดที่เชื่อว่านักลงทุนทุกคนน่าจะคุ้นหูและผ่านตากันมาอย่างดี นั่นคือ การกระจายความเสี่ยงระหว่างกลุ่ม “สินทรัพย์ที่แตกต่างกัน” (มีค่าสหสัมพันธ์ หรือมีความสัมพันธ์ระหว่างกันต่ำหรือติดลบนั่นเอง)
แนวคิดก็ไม่ยุ่งยากอะไร ให้คุณมองจากภาพใหญ่ของ 2 สินทรัพย์เป็นสำคัญ
ตัวอย่าง: พอร์ตลงทุน 100% ก็แบ่งลงทุนใน ‘หุ้น’ และ ‘ตราสารหนี้’ อย่างสมดุล 50 – 50 เท่ากัน แล้วในแต่ละกลุ่มสินทรัพย์เองนั้นเราก็ยังทยอยแบ่งลงไปเท่ากันย่อยลงไปอีกเรื่อยๆ ได้เช่นกัน

“ยังคงวางบนแนวคิดของการกระจายความเสี่ยง คือ ให้สินทรัพย์มีค่าสหสัมพันธ์ระหว่างกันต่ำเป็นสำคัญ แต่เป็นการย่อยลงมาเป็นการกระจายความเสี่ยงในกลุ่ม ‘สินทรัพย์เดียวกัน’ นั่นเอง”
ตัวอย่าง: ในส่วนของ “หุ้น” 50% ที่เราแบ่งไว้แล้วนั้น หากมองทั้งก้อนเป็น 100% ก็ยังสามารถแบ่งลงเป็น ‘หุ้นในประเทศ’ และ ‘หุ้นต่างประเทศ’ อย่างสมดุล 50 – 50 เท่ากัน ได้เช่นเดียวกัน โดยมอง ‘หุ้นไทย’ เป็นตลาดเกิดใหม่ บุคลิกก็จะมีความหวือหวา แต่ ‘หุ้นต่างประเทศ’ ก็อาจจะเลือกเป็นหุ้นโลก หรือหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว ซึ่งมีบุคลิกที่อตกต่างกันออกไป เป็นต้น ในส่วนของ “ตราสารหนี้” 50% ก็ทำได้เช่นเดียวกันด้วย
“การทยอยแบ่งย่อยอย่าง ‘สมดุล’ จะเน้นมองภาพใหญ่ของบุคลิกของสินทรัพย์ที่ต่างกันชัดเจนเป็นสำคัญ ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน จะย่อยถึงระดับไหนแล้วแต่ตัวบุคคล”
สมมติยังอยากจะแบ่งเงินลงทุนต่อ ก็ยังคงใช้ ‘ความสมดุล’ แบ่งต่อไป เช่น ในหุ้นเอง ถ้าลงทุนผ่านกองทุนอาจจะแบ่งเป็น ‘กอง Active Fund’ กับ ‘กอง Passive Fund’ อย่างละ 50 – 50 ย่อยลงไปอีก หรือในหุ้นต่างประเทศ ก็อาจจะแบ่งเป็น ‘หุ้นตลาดพัฒนาแล้ว (Developed Market)’ กับ ‘หุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)’ อย่างละ 50 – 50 เป็นต้น
ในส่วนของ ‘ตราสารหนี้’ สามารถแบ่งได้อีกเป็น ‘ตราสารหนี้ภาครัฐ’ กับ ‘หุ้นกู้เอกชน’ อย่างละ 50 – 50 หรือจะแบ่งย่อยในภาพใหญ่ด้วยอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ที่ลงทุนก็ได้ เป็น ‘ตราสารหนี้ระยะสั้น’ กับ ‘ตราสารหนี้ระยะยาว’ อย่างละ 50 – 50 เป็นต้น
“แล้วเมื่อได้ภาพของพอร์ตที่ตัวเองพอใจแล้ว ก็ไปมองหาเครื่องมือที่มาตอบโจทย์ภาพใหญ่ที่เราแบ่งไว้แล้วเพื่อลงทุนต่อไปนั่นเอง”
อย่าลืมว่า “ทุกสินทรัพย์มีจังหวะของตัวเอง” การผสมผสานกลุ่มสินทรัพย์ประเภทต่างๆ เข้ามาไว้ในพอร์ตการลงทุนของตัวเองอย่างเหมาะสม และกระจายลงในแต่ละสินทรัพย์อย่างเหมาะสมเช่นกัน จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์และสามารถช่วยให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายทางการเงินของตัวเองได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
