กลยุทธ์เทรดทองคำกลางเงินเฟ้อสูงสุด 39 ปี ลุ้นราคาทะลุ 2,000 ดอลลาร์
จากตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 7.5% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 39 ปี ทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกผันผวนอย่างรุนแรง ประกอบกับความกังวลว่าจะเกิดสงครามระหว่างยูเครนและรัสเซีย นับเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำที่ถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) แต่ขณะเดียวกันค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและแนวโน้มที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อก็เป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำเช่นเดียวกัน ในสถานการณ์อย่างนี้นักลงทุนทองคำควรทำอย่างไร Wealthy Thai มีมุมมองจาก “คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) มาฝาก
โดยคุณฐิภา ประเมินว่า ราคาทองคำจะยังคงเคลื่อนไหวผันผวนต่อเนื่อง เหตุเพราะการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะเร่งขึ้นดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวเพื่อควบคุมเงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำให้เกิดแรงขายสลับออกมาเป็นระยะ อย่างไรก็ดี ผลกระทบเชิงลบจะมาก หรือ น้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าเกิดกระแสเงินทุนไหลเข้าสู่ทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเรื่องของเงินเฟ้อ หรือไม่ และอย่างไร
ขณะที่ยังเหลือเวลาอีกประมาณ 1 เดือนก่อนการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 15-16 มี.ค. ซึ่งยังคงมีหลายปัจจัยที่อาจจะส่งผลให้การคาดการณ์การดำเนินนโยบายการเงินของเฟดมีการเปลี่ยนแปลง เช่น ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด การเปิดเผยข้อมูลทางเศรษฐกิจในตลาดแรงงานประจำเดือนก.พ. ทำให้ภาพรวมราคาทองคำจะยังคงผันผวนจนกว่าจะทราบความชัดเจนเกี่ยวกับแนวทางการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
“YLG เชื่อว่าสถิติในอดีตเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ของสถานะของทองคำในการเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงของเงินเฟ้อ สะท้อนจากข้อมูลของ World Gold Council ที่บ่งชี้ว่าผลตอบแทนของทองคำสูงกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงอย่างมาก”
ดังนั้นหากพิจารณาจากสถิติในอดีต พบว่าการถือครองทองคำจะสามารถเพิ่มพูนกำลังซื้อในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่มูลค่าที่แท้จริงของสกุลเงินหลักลดต่ำลงจากอัตราเงินเฟ้อ สะท้อนจากสถิติย้อนหลังในช่วงปี 1971-2021 พบว่าทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้น 14% โดยเฉลี่ยในปีที่อัตราเงินเฟ้อสูงกว่าระดับ 3%

3 เหตุผลหนุนเงินเฟ้อทรงตัวระดับสูง
ทั้งนี้ มีหลายสาเหตุที่ทำให้ YLG คาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไปในปี 2022 ได้แก่
1.การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังจากการระบาดของ COVID-19 เริ่มต้นและยังคงดำเนินต่อไป
2.ตลาดแรงงานตึงตัว จากการที่มีผู้คนสมัครใจลาออกเพื่อมองหางานใหม่ที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ดังนั้นการขาดแคลนแรงงานเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นเงินเฟ้อเช่นกัน
และ 3. ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง
ปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นบวกรวมกับเสถียรภาพด้านราคาบิตคอยน์ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงของเงินเฟ้อคู่แข่งของทองคำ รวมไปถึงประสิทธิภาพของทองคำที่ถูกพิสูจน์ด้วยผลตอบแทนในอดีต ปัจจัยนี้จะยังคงกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
แนวโน้มราคาทองคำปี 2022
สำหรับแนวโน้มราคาทองคำ YLG ยังคงประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในปี 2022 ค่อนข้างใกล้เคียงกับปี 2021 ถึงแม้มุมมองเชิงบวกในตลาดทองคำในปีหน้าจะลดลง เนื่องมาจากจุดยืนการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยกรอบเป้าหมายแรกของปี 2022 อยู่บริเวณ 1,960-1,916 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากราคาทองคำสามารถผ่านกรอบเป้าหมายแรกไปได้ ทิศทางจะยิ่งเป็นบวกมากยิ่งขึ้น และจะเพิ่มโอกาสให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อโดยมีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งถือเป็นโซนระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ราคาเคยขึ้นไปทดสอบในช่วงเดือนส.ค.ปี 2020

อย่างไรก็ดี หากราคาไม่สามารถทะลุผ่านกรอบเป้าหมายแรกบริเวณ 1,960-1,916 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้ จะยังเปิดโอกาสให้ราคาทองคำเคลื่อนไหว Consolidate ต่อไป ทำให้นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายบริเวณดังกล่าว
ส่วนกรอบแนวรับ ราคามีกรอบแนวรับสำคัญและเป็นฐานของราคาทองคำในปี 2021 บริเวณ 1,676-1,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หากไม่หลุดราคาจะยังคงรักษาแนวโน้มเชิงบวกไว้ได้ ทำให้ราคายังคงมีโอกาสทดสอบแนวต้าน แต่หากราคาเกิดหลุดแนวรับแรก มุมมองเชิงบวกจะลดลง ราคามีโอกาสปรับฐานในรูปแบบที่ลึก โดยเป้าแนวรับถัดไปจะอยู่ในโซน 1,530 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (ฐานของราคาทองคำในปี 2012)
คำแนะนำการลงทุน
สำหรับผู้ที่มีทองคำในมือเป็นจำนวนมาก - ขายทำกำไรระยะสั้นบริเวณแนวต้าน หากถือสถานะเป็นจำนวนมาก แนะนำให้ลดสถานะการถือครองทองคำบางส่วน ด้วยการขายทำกำไรระยะสั้นเพื่อลดความเสี่ยงหากราคาไม่ผ่านแนวต้าน แล้วรอการอ่อนตัวลงของราคาจึงกลับเข้าซื้อเพื่อถัวต้นทุนบริเวณแนวรับด้านล่าง แต่หากผ่านบริเวณดังกล่าวได้อาจถือทองคำต่อ เนื่องจากทิศทางราคาทองคำในระยะกลางจะเป็นบวกมากขึ้น
สำหรับผู้ที่ไม่มีทองคำอยู่ในมือ – เป็นโอกาสทยอยซื้อ ประเมินว่าการปรับตัวลงของราคาทองคำยังคงเป็นโอกาสในการเข้าซื้อเช่นเดิม แต่แนะนำให้แบ่งไม้เข้าซื้อ โดยไม่เข้าซื้อที่แนวรับใดแนวรับหนึ่งเต็ม 100% ของพอร์ต และเน้นทำกำไรระยะสั้นเป็นหลัก เนื่องจากภาพรวมระยะสั้นราคาทองคำยังมีโอกาสปรับตัวลดลง รวมถึงต้องประเมินความเสี่ยงที่รับได้ก่อนเข้าสถานะ และกำหนดจุดตัดขาดทุนให้ชัดเจน

