เปิดมุมมองผู้ค้าทอง ราคาทองคำมีโอกาสไปต่อไหม หลังทะลุ 2,000 ดอลลาร์
นักลงทุนยังคงวิตกเกี่ยวกับสถานการณ์ในยูเครนที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ขณะเดียวกันมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียส่งผลให้อุปทานพลังงาน ธัญพืช และโลหะหยุดชะงัก กระตุ้นให้ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งสูงขึ้น ทำให้เกิดความกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะกระทบต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก รวมถึงกระตุ้นให้เงินเฟ้อยิ่งสูงขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงพร้อมกับเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ช่วยหนุนให้ราคาทองคำพุ่งทะยานทดสอบระดับสูงสุดนับตั้งแต่ 19 ส.ค. 2564 ที่ 2,000.85 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าแนวโน้มราคาทองคำมีโอกาสขึ้นไปทำจุดสูงสุดมากกว่านี้หรือไม่ และควรใช้กลยุทธ์การลงทุนอย่างไร
โดย Wealthy Thai ได้สอบถามไปยัง คุณฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) หนึ่งในผู้ค้าทองรายใหญ่ของไทย กล่าวว่า ราคาทองคำมีมุมมองเชิงบวกชัดเจนมากขึ้น หลังจากราคาทองคำทะลุขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือเส้นค่าเฉลี่ยทุกระยะได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ราคาทองคำยังสามารถ Breakout กรอบ Triangle ที่ราคามีการฟอร์มตัวเพื่อสะสมกำลังมาเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี อีกทั้งยังทะลุผ่านระดับสูงสุดของปี 2564 ที่ 1,960 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปได้
ขณะที่ราคาทองคำมีการยกระดับต่ำสุดขึ้น และทำระดับสูงสุดใหม่ต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนธ.ค.ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน สะท้อนว่าราคาเคลื่อนไหวในลักษณะทิศทางขาขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ดี ระยะสั้นราคาทองคำอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป ประกอบกับราคาทองคำปรับตัวขึ้นมาค่อนข้างมากแล้ว รวมถึงเกิดสัญญาณที่บ่งชี้ว่าแรงซื้อเริ่มชะลอตัวลง เช่น RSI Bearish Divergence ใน TF ราย 1 และ 4 ชม. จึงทำให้นักลงทุนต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรและแรงขายทางเทคนิคที่อาจสลับออกมาเป็นระยะ
เปิดกลยุทธ์เทรดทองคำระยะสั้น
สำหรับกลยุทธ์ลงทุนทองคำระยะสั้น แนะนำผู้ที่มีทองคำในมือเป็นจำนวนมาก – แบ่งขายทำกำไรบางส่วน และถือต่อบางส่วน หากถือสถานะเป็นจำนวนมาก แนะนำให้ลดสถานะการถือครองทองคำบางส่วน ด้วยการขายทำกำไรระยะสั้นเมื่อราคาปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้าน 2,031 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แต่หากผ่านแนวต้าน 2,031 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แนะนำถือสถานะที่เหลือต่อเพื่อรอไปขายที่แนวต้านถัดไปโซน 2,075 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แล้วรอการอ่อนตัวลงของราคาจึงกลับเข้าซื้อบริเวณแนวรับด้านล่าง
ส่วนผู้ที่ไม่มีทองคำอยู่ในมือ – รอการอ่อนตัวลงเพื่อเป็นโอกาสทยอยซื้อ โดยระมัดระวังการไล่ซื้อ โดยประเมินว่าการปรับตัวลงของราคาทองคำยังคงเป็นโอกาสในการเข้าซื้อเช่นเดิม แต่แนะนำให้แบ่งไม้เข้าซื้อ โดยไม่เข้าซื้อที่แนวรับใดแนวรับหนึ่งเต็ม 100% ของพอร์ต แนะนำเข้าซื้อไม้แรก หากราคาทองคำหากสามารถยืนเหนือแนวรับ 1,975-1,958 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่หากราคาหลุดแนวรับบริเวณ 1,958 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ควรชะลอการเข้าซื้อออกไปยังแนวรับถัดไปที่ 1,929 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่การหลุด 1,929 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จะทำให้ทิศทางราคาทองคำในระยะสั้นเป็นลบมากยิ่งขึ้น จึงอาจชะลอการเข้าซื้อออกไปเพื่อรอดูการตั้งฐานของราคาอีกครั้ง
6 ปัจจัยที่ต้องติดตาม
ทั้งนี้ ราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาถูกผลักดันด้วยกระแสการลงทุน และกระแสความเชื่อมั่นในทองคำ นักลงทุนจึงต้องติดตามข่าวสารและปัจจัยพื้นฐานอย่างใกล้ชิด ได้แก่
-
สถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครน : หากการโจมตียูเครนโดยรัสเซียยังคงดำเนินต่อไป จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง จนกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
-
ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการคว่ำบาตรรัสเซีย : รัสเซียอาจยิ่งเผชิญการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีแนวโน้มจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลก จนกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ
-
ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ โดยเฉพาะราคาน้ำมัน : รัสเซียเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากซาอุดิอาระเบีย โดยผลิตน้ำมันวันละกว่า 8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากการส่งออกน้ำมันของรัสเซียส่วนใหญ่ถูกแบนอาจมีการขาดแคลนน้ำมัน 5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือมากกว่านั้น และอาจส่งผลให้ราคาพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นจะยิ่งกระตุ้นความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ โกลด์แมน แซคส์ ระบุว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจะทำให้ GDP ที่แท้จริงในเขตยูโรโซนลดลง 0.6% และลดลง 0.3% ในสหรัฐ พร้อมกับกระตุ้นเงินเฟ้อ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนทองทั้งในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยและสินทรัพย์ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ
-
การเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เสี่ยงอย่างตลาดหุ้น : เมื่อนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ จะทำให้นักลงทุนปิดรับความเสี่ยง (Risk off) ด้วยการเทขายหุ้นจนกระตุ้นแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำเช่นกัน
-
กระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF ทองคำ : เมื่อความเชื่อมั่นในทองคำเพิ่มสูงขึ้น จะก่อให้เกิดกระแสเงินทุนไหลเข้ากองทุน SPDR ซึ่งเป็นกองทุน ETF ทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลก สะท้อนจากข้อมูลของ SPDR ที่บ่งชี้ว่า SPDR ถือครองทองคำเพิ่มแล้วถึง 87.04 ตันในปีนี้
-
ทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) : แม้สถานการณ์ในยูเครนจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นจนเป็นปัจจัยกระตุ้นเงินเฟ้อ ซึ่งอาจส่งผลให้เฟดยิ่งเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี หากเหตุโจมตียูเครนของรัสเซียส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ อาจส่งผลให้เฟดคุมเข้มนโยบายการเงินแบบค่อยเป็นค่อยไปมากยิ่งขึ้น
จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดในยูเครนส่งกระทบเป็นวงกว้าง และส่งผลต่อกันเป็นทอดๆ และหากยิ่งยืดเยื้อจะยิ่งลุกลามกลายเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจได้ ดังนั้น หากความตึงเครียดในยูเครนดำเนินต่อไปเชื่อว่าทิศทางราคาทองคำจะยังคงสดใส แม้มีแรงขายทำกำไรสลับออกมาเป็นระยะจะถือเป็นโอกาสในการเข้าซื้อ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เป็นบวกต่อทองคำ
อย่างไรก็ดี หากความตึงเครียดในยูเครนสิ้นสุดลง ทิศทางทองคำจะวกกลับ ทำให้ราคาเผชิญแรงขายทำกำไรอย่างหนักได้ นักลงทุนจึงต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด พร้อมปรับสถานะการลงทุนให้ทันกับสถานการณ์อยู่เสมอ
