ลงทุน “ผลตอบแทน” ไม่ชนะ “เงินเฟ้อ”…จะ ‘จนลงทุนวัน’ โดยไม่รู้ตัว !!!
Wealthy Way: ในท่ามกลางสงคราม “ยูเครน-รัสเซีย” ที่ดูราว่ากำลังจะขยายไปเป็นสงครามทางด้านเศรษฐกิจระดับโลกไปแล้วนั้น
เริ่มเห็นการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะ “สินค้าโภคภัณฑ์” ไม่ว่าจะน้ำมัน, ก๊าซธรรมชาติ หรือพืชผลการเกษตร เป็นต้น กระทบชิ่งไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่จ่อคิวขึ้นราคาเป็นทิวแถว ไม่เฉพาะในไทยเท่านั้น แต่รวมถึงทุกประเทศทั่วโลกในภาพรวมเลยทีเดียว
ศัพท์เทคนิคก็บอกว่า “เงินเฟ้อ” กำลังมาเยือน แพงทั้งแผ่นดิน แพงทั้งโลก... “มากบ้าง-น้อยบ้าง” แตกต่างกันไป...
แต่นี่คือหนึ่งในเรื่องที่ไม่เฉพาะนักลงทุนควรสนใจ ประชาชนคนไม่ชื่นชอบความเสี่ยงก็ต้องสนใจเช่นเดียวกัน เพราะ “เงินเฟ้อ” เป็นมะเร็งร้ายทางการเงิน ที่จะกัดกร่อน “อำนาจซื้อ” ของเงินในกระเป๋าคุณ กัดกร่อนความมั่งคั่งแบบทบต้น ทำให้คุณจนลงโดยไม่รู้ตัว
วันนี้ ทีมงาน ‘Walthythai’ จะพาไปรู้จักกับ “เงินเฟ้อ” และอันตรายของมันให้ดียิ่งขึ้นไปพร้อมกันเลย
“สงครามยูเครน-รัสเซีย”...ปัจจัยเร่ง ‘เงินเฟ้อ’ ทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้น
ก่อนอื่นเรามารู้จักกับ “เงินเฟ้อ (Inflation)” ที่ธนาคารกลางทั่วโลกให้ความสนใจ นักลงทุนเองตลอดจนประชาชนคนทั่วไปก็ยังต้องสนใจด้วยเช่นกัน เพราะกระทบกับทุกคนอย่างแท้จริง เป็นภาวะที่ระดับราคาของสินค้า หรือบริการโดยเฉลี่ยในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุจาก 2 ปัจจัยหลัก
- Demand Pull Inflation ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจมีการเติบโตสูง ทำให้ Demand มากกว่า Supply
- Cost Push Inflation เกิดจากต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น
“เดิมช่วงเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว เศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐก็กังวลการมาของ ‘เงินเฟ้อ’ อยู่แล้ว ซึ่งการปรับเปลี่ยนโยบายการเงินมาสู่โหมดเข้มงวดก็กระทบต่อทิศทางการเงินโลกด้วยเช่นกัน ความวัวไม่ทันหาย...ความควายก็เข้ามาแซกอีก สงครามยูเครน-รัสเซียที่ระเบิดขึ้นมาก็ทำให้ต้นทุนการผลิตอย่างน้ำมันและพลังงานพุ่งสูง ผลักเงินเฟ้อทั่วโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นโดยถ้วนหน้า เรียกว่ามาพร้อมๆ กันทั้ง 2 ปัจจัย จนโลกเริ่มกังวลว่าจะนำมาซึ่งเศรษฐกิจถดถอยที่อาจจะติดตามมาได้เช่นกัน”

“ส่วนลดทบต้น”...อำนาจทำลายล้างของ ‘เงินเฟ้อ’
ทั่วโลกต่างจับตาดู “เงินเฟ้อ” ที่กำลังมาเร็วและแจจะแรงกกว่าที่คาดคิด ในฐานะ “นักลงทุน” นี่คืออีกปัจจัยที่ละเลยไม่ได้เช่นกัน แม้แต่ประชาชนคนทั่วไปที่ฝากเงินไว้กับแบงก์เป็นส่วนใหญ่ก็ตาม เพราะ “เงินเฟ้อ” กระทบหมดทุกคน
“ราคาสินค้าที่แพงขึ้น นั่นหมายความว่า ถ้าเรามีเงินเท่าเดิม จะไม่สามารถซื้อสินค้าเดิมได้แล้ว หรือซื้อได้ในปริมาณที่น้อยลง หรือถ้าอยากจะซื้อได้สินค้าปริมาณเท่าเดิม ก็ต้องใช้เงินที่มากขึ้น ถ้าเรามีรายได้เดิม...ย่อมได้รับผลกระทบแน่นอน นี่คือสภาพที่กระทบในชีวิตประจำวันที่เห็นกันชัดๆ ทั้งอาหารการกิน ค่าน้ำมัน เป็นต้น”
ถ้ามองภาพให้เป็นมิติของ “การลงทุน” ยังโหดร้ายยิ่งกว่านั้นอีก!!!
แค่เจอ “เงินเฟ้อ” เฉลี่ย 4% ต่อปี 100 บาทของคุณหากเก็บไว้ไม่ได้ทำอะไรเลย ‘อำนาจซื้อ’ ของเงินจะลดลงเหลือเพียง ‘ครึ่งเดียว’ เท่านั้นในระยะเวลา 17 ปี แม้ตัวเลขยังเป็น 100 บาท แต่อำนาจซื้อหายไปแล้วครึ่งหนึ่ง เรียกว่า...จนลงโดยไม่รู้ตัว
“อันตรายของ ‘เงินเฟ้อ’ คือกลไกการทำงานแบบ ‘ส่วนลดทบต้น (Compound discounts)’ นั่นเอง ถ้านึกไม่ออกให้นึกถึงกลไกการทำงานของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น (Compound Interest)’ ที่นักลงทุนทุกคนต่างทราบถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์ ‘ผลตอบแทน’ ในระยะยาวได้เป็นอย่างดี เป็นเสมือน ‘แฝดคนละฝา’ ก็คงไม่ผิดหนัก ฝ่ายหนึ่ง ‘เพิ่มพูน’ มูลค่าของเงิน ในขณะที่อีกฝ่าย ‘บั่นทอน’ มูลค่าของเงิน แต่ผ่านกลไกการทำงานที่เหมือนกัน”
มาถึงตรงนี้...คุณคงตระหนักแล้วว่า ทำไมต้องขยับสู่ “การลงทุน” เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดี และอย่างน้อยที่สุดควร “ดีกว่าเงินเฟ้อ” ด้วย เพราะจะไม่เพียงแค่รักษา ‘อำนาจซื้อ’ ของเงินคุณเท่านั้น มันยังจะช่วยเพิ่มอำนาจซื้อของคุณในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้น “ผลตอบแทนสุทธิ (=ผลตอบแทน-เงินเฟ้อ)” จึงน่าจะเป็นเป้าหมายที่ผู้ลงทุนทุกคนควรมองเป็นอันดับแรกๆ เลยทีเดียว ถ้าไม่อยากจะจนลงในทุกวันที่ผ่านไป
